นานาสาระ

หน้า   l  1 l  2  l  345678910111213 I

24. อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี
ถ้ามีคนส่งเรื่องนี้มาให้คุณอ่าน นั่นก็เพราะว่า ,,, ?เค้าใส่ใจในตัวคุณ? อ่านไปจนจบแล้วคุณจะเข้าใจเอง ,,,
เจอรี่เป็นผู้จัดการของร้านอาหารแห่งหนึ่งในอเมริกา เขามักจะอารมณ์ดีอยู่เสมอ และมักมีมุมมองต่อgหตุการณ์ต่างๆในแง่ดี เวลาที่มีใครถามเขาว่าเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร เขามักจะตอบว่า,,, ? ถ้าผมสามารถจะเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้,,,ผมอยากจะมีฝาแฝด !!? พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารที่เขาทำอยู่หลายคน ออกจากงานไปพร้อมกับเจอรี่เมื่อเขาออกจากงาน เพื่อจะได้ติดตามเขาไปจากร้านหนึ่งไปยังอีกร้านหนึ่ง,,,สาเหตุทั้งหมดก็มาจากการเป็นคนมองโลกในแง่ดี และทัศนคติของเจอรี่ เขาเป็นผู้ผลักดัน ให้กำลังใจคนอื่นได้อย่างดีเยี่ยม ถ้ามีลูกน้องคนไหนเจอเรื่องแย่ๆมา เจอรี่จะอยู่กับเขาเสมอ พร้อมทั้งแนะนำลูกน้องคนนั้นให้มองเห็นในด้านดีๆ หรือสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องราวแย่ๆที่เกิดขึ้น
วันหนึ่ง ฉันถามเจอรี่ว่า ?ฉันไม่เข้าใจคนเราจะมองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลาได้ยังไง คุณทำได้ยังไงนะ?
เจอรี่ตอบว่า ?ทุกๆเช้า ผมจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับบอกตัวเองว่า ,,, ผมมีทางเลือกสองทางสำหรับวันนี้ ผมเลือกที่จะมีอารมณ์ดีตลอดทั้งวันก็ได้,,, หรือว่าเลือกที่จะมีอารมณ์เสียตลอดทั้งวันก็ได้เหมือนกัน,,, ซึ่งผมมักจะเลือกอารมณ์ดี หรือบางครั้งถ้ามีเหตุการณ์แย่ๆเกิดขึ้น เราก็เลือกได้เหมือนกัน ว่าจะเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ นั้นหรือว่าเลือกที่จะเรียนรู้มัน ผมมักเลือกที่จะเรียนรู้ ทุกครั้งที่มีคนมาติมาบ่นอะไร มีทางเลือกให้เราเลือกได้ว่าจะยอมรับเสียงเหล่านั้น หรือจะมองหาด้านดีของชีวิต ,,, ผมเลือกอย่างหลัง? ?แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ" ฉันแย้ง ?ใช่ มันไม่ง่ายเลย? เจอรี่กล่าว ?ชีวิตล้วนเต็มไปด้วยทางเลือก่าว เมื่อคุณตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปแล้ว ทุกสถานการณ์ต่างก็มีทางเลือกของมัน ,,, คุณเลือกได้ว่าจะสนองตอบตามเหตุการณ์นั้นอย่างไร ,,,, คุณเลือกได้ว่าจะให้ผู้คนรอบข้างมีผลกับความรู้สึกของคุณอย่างไร,,,
คุณเลือกที่จะมีอารมณ์ดีหรือแย่ก็ได้ มันเป็นทางเลือกว่าคุณจะใช้ชีวิตของคุณอย่างไร หลายปีต่อมา ,,, ฉันได้ยินข่าวว่าเจอรี่ลืมล๊อคประตูหลังร้าน และถูกปล้นโดยโจรสามคนที่มีอาวุธ ระหว่างที่เจอรี่พยายามเปิดเซฟมือของเขาสั่น ทำให้เกิดพลาด โจรพวกนั้นยิงเขา โชคดีที่มีคนมาพบ และนำเขาส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที หลังจากการผ่าตัดที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมง และการดูแลรักษาในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิดเจอรี่ก็ได้ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับเศษกระสุนในร่างกาย ฉันพบกับเจอรี่ 6 เดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น เมื่อฉันถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง เขายังคงตอบว่า ?ถ้าผมเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ได้ ผมจะเป็นฝาแฝด ,,,อยากดูแผลของผมมั๊ย? ฉันตอบปฎิเสธแต่กลับถามถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในความรู้สึกของเขาหลังจากที่โจรพวกนั้นออกไป ?อย่างแรกที่ผมคิด คือผมไม่ได้ล๊อคประตูหลังของร้าน และหลังจากที่โดนยิงล้มลงบนพื้น ผมก็ยังคงจำได้ว่า ผมยังมีทางเลือกสองทางนี่นา,,, มีชีวิตต่อไป,,, หรือว่าจะตายเสียในตอนนั้น ,,, ผมเลือกที่จะอยู่ต่อไป? ?คุณไม่กลัวเหรอ? ฉันถาม เจอรี่เล่าต่อไป ?เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์ทำหน้าที่อย่างดีมาก พวกเค้าคอยบอกว่าผมจะปลอดภัย แต่เมื่อพวกเขาเข็นผมเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ผมก็ได้เห็นความกดดันบนใบหน้าของหมอและพยาบาล ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวๆขึ้นมาจริงๆ ในสายตาของพวกเขา เต็มไปด้วยคำพูดที่ว่า ?เขาตายแล้ว? ผมรู้ทันทีว่าผมต้องทำอะไรซักอย่าง ผมต้องแสดงปฎิกริยาให้พวกเขารู้ว่าผมยังอยู่? ?คุณทำอย่างไร? ผมรีบถาม ?อืม,,, มีนางพยาบางคนหนึ่งตะโกนถามผมว่าผมแพ้อะไรรึเปล่า
ผมตอบว่า มี ,,, นางพยาบาลและหมอต่างก็หยุดทำงาน รอฟังคำตอบจากผม ผมหายใจลึกๆ และตอบว่า ?กระสุน!? หลังจากที่พวกเขาหัวเราะ ผมบอกกับพวกเขาว่าผมเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ โปรดรักษาผมอย่างคนมีชีวิต ,,, ไม่ใช่คนตาย เจอรี่ใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกขอบคุณความสามารถของหมอ แต่มันก็เป็นเพราะทัศนคติต่อชีวิตที่น่าทึ่งของเขาด้วย ฉันได้เรียนรู้จากเขาว่า ,,, ทุกๆวันคุณมีทางเลือกของชีวิต คุณเลือกที่จะรักหรือว่าเกลียดชีวิตของคุณเองก็ได้ สิ่งเดียวที่เป็นของคุณจริงๆ และไม่มีใครสามารถนำมันไปจากคุณได้ก็คือ,,, ความคิดและทัศนคติของคุณเอง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถใส่ใจกับมันได้ อย่างอื่นในชีวิตก็จะง่ายดายมากขึ้น ตอนนี้คุณมีทางเลือกสองทางที่จะทำ
1, คุณจะปิด browser ซะเดี๋ยวนี้ ,,, หรือ
2. คุณจะส่งข้อความนี้ไปให้คุณที่คุณใส่ใจในตัวเขา
สำหรับฉัน ,,,ฉันเลือกแล้ว


25. ระวังภัย ... มดกินสมอง
ระวังภัย...! มดกินสมอง น่ากลัวมากถ้าเป็นจริง คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเด็กน้อยด้วยนะค่ะ อ่านในหนังสือ
บันทึกลูกรัก....ประจำเดือน ตุลาคม น่ากลัวมากค่ะ เขาบอกว่า....................... พบเด็กชายเคราะห์ร้ายคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะศัลยแพทย์พบมดจำนวนหนึ่งในศรีษะของเขา มันเริ่มมาจากที่เด็กชายคนนั้นกำลังนอนหลับ แล้วเจ้าฝูงมดจำนวนหนึ่งได้เข้าไปในหู และอาศัยอยู่ในสมองของเด็ก โดยที่เขาไม่รู้เลยว่ามีมดอยู่ในศรีษะของเขาแล้ว จนกระทั่งเขา เริ่มมีอาการคัน และร้องเพราะรำคาญบริเวณใบหน้า แม่ของเขาพาไปหาหมอ แต่หมอก็ตรวจไม่พบความผิดปกติใด จนมีการเอกซเรย์สมอง และพบสิ่งที่น่าสยองคือฝูงมดกลุ่มหนึ่งซึ่งยังมีชีวิตอยู่อาศัยอยู่ในกระโหลกศรีษะเขา แต่ไม่สามารถผ่าตัดเอามดที่กำลังเคลื่อนไหวออกมาได้ และเด็กน้อยก็เสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ยังพบเรื่องราวคล้ายๆ กันในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในไต้หวัน คนไข้ชายคนหนึ่งไม่มีใครดูแลป้อนอาหารให้ เขาเลยจัดการเอง ข้างๆเตียง โดยไม่ได้ระวังตัวว่ามีมด มาอาศัยในศรีษะแล้ว เขาปวดศรีษะและเสียชีวิต หมอได้พบมดจำนวนหนึ่งในศรีษาะเขา และมันได้กินสมองเขาไปที่ละน้อยๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้เป็นข้อเตือนใจว่าก่อนที่คุณ หรือลูกน้อยจะหลับคุณควรจะสำรวจรอบเตียง หรือบนที่นอนว่ามีเศษอาหารอยู่ข้างที่นอนหรือไม่ ที่สำคัญอย่าทานอาหารบนที่นอนเด็ดขาด ก่อนจะสายเกิน ไป............ (ฟังดูแล้วเหมือนเรื่องเห็บสุนัขที่เคยเกิดมาแล้วเลยนะ แต่อย่างไร ก็กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้ามีมดขึ้นที่นอน ถึงมันจะไม่เข้าไปในหู แต่มันก็กัดตัวเล็ก กัดเราเจ็บได้ค่ะ)..................


26. ว่ากันว่าสมัยนี้คนเราโง่ลง
ไม่เชื่อลองอ่านข้อความบนของที่ขายๆกันอยู่ทุกวันนี้ดู
1. บนที่เป่าผมยี่ห้อนึงเขียนไว้ว่า ?ห้ามใช้ขณะหลับ? ผ่างงงงงงงง!!!
2. บนถุงขนมขบเคี้ยว ?คุณมีสิทธิ์ได้รับรางวัลโดยไม่จำเป็นต้องซื้อ โปรดอ่านรายละเอียดในซอง? ผ่างงงงงงงง!!!
3. แปะอยู่บนสบู่ยี่ห้อดัง ?วิธีใช้: เหมือนสบู่ทั่วไป? ผ่างงงงงงงง!!!
4. บนกล่องอาหารแช่แข็ง ?โปรดอุ่นก่อนรับประทาน? ผ่างงงงงงงง!!!
5. พิมพ์อยู่ ด้านใต้ ของกล่องเค้กที่ขายในห้างดัง ?ห้ามคว่ำกล่อง? ผ่างงงงงงงง!!!
6. บนกล่องซาลาเปาในร้านสะดวกซื้อ ?คำเตือน: อาหารจะร้อนเมื่อนำเข้าไมโครเวฟ? ผ่างงงงงงงง!!!
7. บนกล่องเตารีด ?ห้ามใช้รีดผ้าขณะที่สวมใส่อยู่? ผ่างงงงงงงง!!!
8. บนกล่องยาแก้หวัด สำหรับเด็ก ?ห้ามขับรถ หรือควบคุมเครื่องจักร ขณะรับประทานยานี้? ผ่างงงงงงงง!!!
9. บนกล่องยานอนหลับ ?คำเตือน: อาจทำให้ง่วงเมื่อใช้ยานี้? ผ่างงงงงงงง!!!
10. บนกล่องไฟประดับฉลองปีใหม่ ?สำหรับใช้ภายในหรือภายนอกอาคารเท่านั้น? ผ่างงงงงงงง!!!
11. บนกล่องถั่วกระป๋อง ?วิธีใช้: เปิดกระป๋องแล้วรับประทานถั่ว? ผ่างงงงงงงง!!!
12. บนชุดซูเปอร์แมน ?คำเตือน: การสวมใส่เสื้อผ้านี้ไม่สามารถทำให้บินได้? ผ่าง ผ่าง ผ่างงงงงงงง!!!


27. ปีใหม่ ชีวิตใหม่ ความรักใหม่ ศ.ดร.นพ. วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์)
ความรักและมิตรภาพนั้นมิได้เกิดขึ้นง่ายๆหรือเกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องมาจากความตั้งใจ ใฝ่หา และรู้จักทะนุถนอม จงใช้เวลาแก่ความสัมพันธ์ที่จะค่อยๆเติบโตอย่างช้าๆ อย่าใจเร็วด่วนได้ ความชอบพออย่างแท้จริงจะค่อยๆเป็นไปอย่างช้าๆ จงซื่อสัตย์และเปิดเผยกับคนรัก การโกหก ไม่ซื่อสัตย์ จะทำลายมิตรภาพ จงกระทำต่อผู้อื่นเหมือนอย่างที่คุณอยากให้ผู้อื่นเขากระทำต่อตัวคุณ นึกไว้เสมอว่าคนรักของคุณไม่ใช่คนดีพร้อม ไม่มีใครดีหมดทุกอย่าง บางทีข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆของคนรัก ก็กลายเป็นความน่ารักได้ ถ้าคุณใจกว้างพอ จงภูมิใจในความสำเร็จของคนที่คุณรัก อย่านำไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จของคุณหรือคนอื่นๆเป็นอันขาด จงมองเฉพาะที่คนรักของคุณทำได้ จะมากกว่าคุณหรือน้อยกว่าคุณก็ "ดีมาก"ทั้งนั้น อย่าคาดหวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอ แม้คนที่กำลังรักกันแทบจะกลืนกิน ก็ยังมีข้อขัดแย้งหรือการไม่ลงรอยได้บ้าง ถ้าคุณพบคู่รักบางคู่คุยว่า  เขาไม่เคยทะเลาะกันเลย ก็อย่าไปใส่ใจมากนัก เพราะเขาอาจไม่พูดกันเลย หรือไม่รักกันเลยก็ได้ ในกรณีที่ยังไม่มีคู่รักที่แท้จริง จงเปิดใจให้โอกาสพบปะผู้คนอื่นๆ ให้มากขึ้น คุณจะได้มีโอกาสพบคนที่คุณอยากรักจริงๆได้ จงมีส่วนร่วมต่อการสร้างความสัมพันธ์ อย่าคิดถึงความได้เปรียบเสียเปรียบ ถ้าคุณให้ของขวัญราคาแพงแก่คนรัก แต่เขาตอบแทนด้วยของขวัญราคาด้อยกว่า ก็ไม่เป็นไรเพราะเขาอาจไม่สามารถให้อะไรกับตัวคุณได้เท่าที่คุณคาดหวังเอาไว้ ฝ่ายที่รับของจากคนรัก จงหาทางตอบแทนเสมอ แม้จะไม่เท่าและไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร อย่าเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว จงเป็นนักฟังที่ดี
>แสดงว่าคุณเอาใจใส่และสนใจเขา  เท่ากับแสดงว่าเขาเป็นคนสำคัญ จงยิ้มกับคนรักเสมอ  การยิ้มทำให้รู้สึกว่าคุณเป็นคนมีมิตรไมตรี อย่าเปิดเผยความลับหรือนินทาคนรักลับหลัง เพราะจะเป็นพิษต่อความรักอย่างยิ่ง อย่าใช้ความรักไปหลอกลวงคนอื่น จงถามเพื่อนสนิทว่าคุณมีจุดเด่นที่น่าประทับใจหรือจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ทุกคนมีจุดอ่อนในตัว คุณจะได้พัฒนาปรับปรุงตัวเองให้น่ารักมากขึ้น จงให้เวลาสำหรับความรักและคนรัก อย่าโหมทำงานมาก หรือออกสังคมมากไป จนทำให้สูญเสียคนที่เรารักและห่วงใยไป จงบอกคนรักว่า เขาทำให้คุณสุขหรือสบายใจอย่างไรบ้าง เขาพอใจที่จะได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น เช่น อยู่กับคุณแล้วรู้สึกสบายใจและมั่นใจมาก" อย่าพูดตัดพ้อหรือต่อว่าโดยไม่คิด เช่น "คุณผิดเวลาอีกแล้ว" หรือ " เลิกกันดีกว่า" หรือ "คุณไม่รักฉันจริง" แต่จงบอกคนรักว่า  "ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ใจคิดถึงคุณจัง" อย่าท้อแท้ เมื่อเกิดความเข้าใจผิดหรือขัดใจกัน จงทำสิ่งที่เลวร้ายให้กลายเป็นสิ่งที่ดีงามต่อไป โดยมุ่งมั่นถึงการรักษาสัมพันธภาพที่ดีเอาไว้และพยายามควบคุมช่วงเวลาเลวร้าย เหล่านั้นเอาไว้ให้ได้ เรียนรู้อารมณ์ของคนที่คุณรัก อย่าหวังว่าเขาจะสดชื่น หรือเอาใจเก่งตลอดเวลา  ในยามเขาเคร่งเครียดเหน็ดเหนื่อยจงอย่าสั่ง แต่จงให้ความสบายกายและสบายใจแก่เขาตลอด อย่าลืมคำชมเชย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแก่ทุกคน จงชมคนที่คุณรัก คำชมจะทำให้ความรักยั่งยืน จงมีกิจกรรมร่วมกันที่สนุกสนาน เช่น การเดินทางท่องเที่ยวที่ไม่ลำบากนัก เล่นกีฬาบางอย่างด้วยกัน หรือเดินเล่นด้วยกัน เป็นต้น กิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ แต่คนรักชอบก็น่าจะลองกิจกรรมเหล่านั้นอยู่บ้าง สนใจและช่วยจัดการในสิ่งจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายจะเดินทางไปไกล จงคิดว่าเขาน่าจะต้องการอะไรเพิ่มเติมบ้าง จงช่วยจัดหาหรือเพิ่มเติมให้เขา นั่นแสดงถึงความเอาใจใส่เขาอย่างแท้จริง อย่าคาดหวังว่าคนรักจะให้สิ่งที่คุณต้องการได้ครบถ้วน เพราะจะทำให้คุณผิดหวัง และเป็นอันตรายต่อความรัก อย่าดูหมิ่นหรือดูถูกคนรักว่าด้อยกว่า หรือเป็นหนี้บุญคุณ
>จงมองคนรักเหมือนคนที่เพิ่งพบและรู้จักกันและรักกันใหม่ๆ ทำให้เกิดความสนใจใยดีอยู่เสมอๆ ทุกๆวัน ไม่เกิดความเบื่อหน่ายจำเจ อย่าบีบบังคับความรัก เพราะความรักไม่อาจสร้างขึ้นตามความต้องการได้ แต่จงปล่อยให้มันพัฒนาไปตามเงื่อนไขของมันเอง อาจจะเริ่มจากมิตรภาพก่อน แล้วกลายเป็นความรักได้ หลายๆคนอ่านแล้วบอกว่าทำได้ยาก แต่ไม่มีสิ่งใดยากเกินไป ถ้าเราทำเพื่อพัฒนาตนเอง และพัฒนาความรัก จงใช้หลักง่ายๆ อีก 4 ข้อคือ
1 ฝืนทำบ่อยๆ แรกๆ ทำไม่คล่อง ก็จงฝืนทำต่อไป
2 ฝึกบ่อยๆ จนเป็นนิสัยที่ดีงาม
3 ข่มใจ อย่าเพิ่งเลิกอย่าเพิ่งท้อแท้ ถ้าผลออกมาไม่ถูกใจ หรือเกิดความโกรธหรือเบื่อหน่ายกลางคันเสียก่อน ก็จงข่มใจทำต่อไป  ช่วยทำให้เกิดการฝืนและการฝึกบ่อยๆได้ดีขึ้น
4 ลดตัวเองลง ต้องหมั่นลดตัวเอง อย่าอีโก้สูงนัก หรือคิดถึงแต่ตัวเองหรือมาตรฐานของตัวเองตลอดเวลา เพราะจะทำให้คุณทำสิ่งใหม่ๆที่ดีๆ ไม่ได้เลย
ศ.ดร.นพ. วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์)


28. ภัยหญิงออฟฟิศ ทางเดียวกัน อย่าไปด้วยกัน !
บทความจาก : คอลัมน์จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ
เพราะทำงานอยู่ออฟฟิศเดียวกัน เห็นหน้าทุกวัน จึงเกิดความไว้วางใจ เมื่อฝ่ายชายชวนกลับบ้าน ด้วยเหตุผลอยู่ทางเดียวกัน หญิงสาวก็เดินขึ้นรถโดยไม่คิดอะไร แต่แล้วจากผู้ชายท่าทางดี สุภาพ และอ่อนโยน กลายเป็นไอ้หื่นที่หมายจะกลืนกินเธอทั้งตัว ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ เสนอกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่ถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงาน
ลองสังเกตดูสิว่า ที่ทำงานคุณ มีผู้ชายลักษณะอย่างนี้หรือไม่?
...อายุย่างเข้าสู่วัยกลางคน ไม่เด็ก ไม่แก่จนเกินไป ดูน่าอบอุ่น
...หน้าที่การงานดี เงินเดือนสูง และจบการศึกษาจากสถาบันไม่น้อยหน้าใคร
...ดูสุขุม เป็นผู้ใหญ่ บุคลิกให้น่าไว้วางใจ น่าเชื่อถือ
...มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือ มักอาสาไปส่งบ้านเมื่อเห็นว่าดึกดื่น
เมื่อเห็นแล้วว่าผู้ชายคนไหนที่พึงครบด้วยคุณสมบัติประการทั้งปวงเหล่านี้...
ระวังให้ดี! หว่านแค่น้ำใจ หวัง 'ได้' ทั้งตัว
งานเลี้ยงปีใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว นก (นามสมมติ) สาวออฟฟิศวัย 20 เศษ ไปฉลองกับกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ณ ร้านแห่งหนึ่ง เป็นธรรมเนียมที่งานรื่นเริงอย่างนี้จะเลิกรากันดึกดื่นค่อนเช้า ประกอบกับนกไม่มีรถขับส่วนตัว ด้วยความมีน้ำใจหรืออะไรก็ตามแต่ หัวหน้าแผนกซึ่งเป็นผู้ชายวัยกลางคนอายุราว 40 กว่า ขันอาสาไปส่งนกกับเพื่อนสาวอีกหลายคนตามแบบฉบับสุภาพบุรุษ
นกเป็นสมาชิกคนสุดท้ายที่หัวหน้าขับไปส่ง แต่จุดหมายไม่ได้อยู่ที่บ้านเหมือนเพื่อนคนอื่น เพราะหัวหน้าตัดสินใจหักพวงมาลัย เลี้ยวเข้าโรงแรมม่านรูดแทน
"พอรู้แล้วว่าจะโดนอะไร ก็ไม่ยอมพยายามจะหนี แต่นกก็ถูกลากเข้าไปจนได้ หัวหน้าทั้งใช้กำลังทั้งข่มขู่ สุดท้ายก็ต้องเสียท่าเขา" เยาวลักษ์ อนุพันธ์ ทนายความประจำมูลนิธิเพื่อนหญิง เล่าประสบการณ์ของลูกความรายนั้น
ขากลับฝ่ายชายพานกไปส่งบ้านในที่สุด พร้อมกับคำสัญญาว่าจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และย้ำว่าไม่มีทางที่จะบอกเรื่องนี้กับใครแน่นอน
นก เล่าผ่านทนายเยาวลักษ์ ว่า ก่อนหน้าจะเกิดเรื่องไม่มีท่าทีฉันท์ชู้สาวจากหัวหน้าให้เธอเห็นเลย ทั้งผู้ชายคนนี้ก็มีลูกมีเมียอยู่แล้ว แต่คงต้องการหาเมียเล็กเมียน้อยเก็บไว้
"หลังจากเกิดเหตุ นกจะสับสน นิ่งเงียบ คิดอะไรไม่ออก สุดท้ายก็ตัดสินใจเอาเองว่าจะไม่เอาความ เพราะกลัวโดนบีบออกจากงาน แต่ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะไม่ยอมไปไหนมาไหนกับหัวหน้าคนนี้อีกแล้ว" เยาวลักษ์ เล่าต่อ
แต่นกก็ตกเป็นผู้ถูกกระทำซ้ำสองจนได้ เพราะหัวหน้าของเธอเที่ยวไปป่าวประกาศกับคนอื่นๆ ว่า "ได้" นกแล้ว
"ทนไม่ไหวก็เลยต้องเล่าให้แฟนฟัง แฟนเลยจะเอาเรื่อง แต่นกไม่ยอม กลัวโดนไล่ออกท่าเดียว แต่เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ว่าก่อนหน้านั้น 3 เดือน นกไม่ยอมเล่าให้ใครฟังเลย คดีมันเลยหมดอายุความ เอาเรื่องทางอาญาไม่ได้" ทนายสาธยายเรื่องนก
สุดท้ายเป็นหน้าที่ของผู้ชาย 2 คน ฝ่ายหนึ่ง คือ แฟนของนก และอีกฝ่าย คือ หัวหน้าแผนก มาคุยกันเพื่อเคลียร์เรื่องทุกอย่าง หะแรกแฟนจะฟ้องฐานหมิ่นประมาท แต่นกไม่ยอม ขอแค่ให้เรื่องราวทุกอย่างจบๆ ไปอย่างเงียบที่สุด
"แฟนก็เลยทำได้แค่ขู่ว่า ต่อไปอย่ามายุ่งกับแฟนเขาอีก" ตอนจบของนก
ด้วยสถานะสาวทำงานเอกชนอย่างนก จะเห็นได้ว่า เหตุผลหลักที่ไม่กล้าเอาความ เพราะห่วงเรื่องความอยู่รอดในอาชีพของตัวเอง ด้วยว่างานนี้ 'เจ้านาย' เท่านั้นที่เป็นใหญ่
เช่นเดียวกันกับ เปิ้ล เพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน เพราะไปร่วมงานเลี้ยง (อีกแล้ว) กับกลุ่มเพื่อนในออฟฟิศ กิน-ดื่มกันอย่างไม่อั้น เปิ้ลเลยสนองเสียเต็มที่ เพื่อนๆ เลยต้องช่วยหิ้วปีกกลับบ้าน แต่ด้วยความใจดีของเพื่อนชายคนหนึ่งที่มีรถยนต์ส่วนตัว แสดงสปิริตขอไปส่งเปิ้ลเอง
"เข้าอีหรอบเดิม แทนที่จะพากลับบ้านก็พาไปข่มขืน เพราะเห็นว่าเมามากคงไม่รู้เรื่อง" โชคร้ายของเปิ้ล
หลังจากนั้น เปิ้ลก็จะเข้าแจ้งความ แต่ผู้ชายรู้ตัวก่อนเลยไปขอร้องว่า แค่นี้ตัวเองก็มีภาระเยอะอยู่แล้ว เมียก็ท้องแก่ใกล้คลอด อ้อนวอนจนเปิ้ลใจอ่อน ยอมไม่เอาเรื่อง
"เพราะความเห็นใจแท้ ผู้หญิงไทยถูกสอนให้อ่อนโยน ใจดี รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น จนทำให้เรื่องร้ายแรงอย่างนี้ต้องกลายเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบาก" ความเห็นของ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง
แต่ถ้าเป็นผู้หญิงในแวดวงราชการอย่าง เก๋ (นามสมมติ) แล้ว เรื่องทำนองเดียวกันที่เกิดขึ้น ก็อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แม้ว่าจะสูญเสียอะไรไปบ้างแล้วก็ตาม
"ผู้ชายกินตำแหน่งสูงกว่าเก๋แค่ซีเดียวเอง แถมมีลูกมีเมียอยู่แล้วด้วยนะ แต่ก็ยังทำตัวไม่ดี เจ้าชู้ ชอบมาตีสนิทกับเก๋ แล้วบอกคนอื่นว่าเป็นแฟนกัน แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะรู้ธาตุแท้ของผู้ชายคนนี้หมดแล้ว" ทนายคนเดิมเล่าเรื่องลูกความอีกราย
ชนวนเรื่องเกิดขึ้นที่งานเลี้ยงแต่งงานที่ต่างจังหวัดของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เก๋กับเพื่อนๆ รวมทั้งผู้ชายคนนี้ไปร่วมยินดีด้วย พอขากลับก็แยกย้ายกันกลับกรุงเทพฯ ตัวของเก๋มาถึงราวๆ 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
"พอดีว่าวันนั้นเป็นวันพักร้อนของเก๋ด้วย เลยหยุดได้ แต่พอเก้าโมงเช้าก็มีคนมาเคาะประตู มาดูก็รู้ว่าเป็นชายคนนั้น เก๋ยังไม่ทันเปิดดี เขาก็ผลักประตูเข้ามาเลย" วินาทีโชคร้ายของเก๋
เริ่มจากการใช้มีดจี้ จับหัวเก๋ไปกระแทกที่ขอบเตียง ถูกมีดกรีดตามเนื้อตัว และพยายามข่มขืนให้ได้
"เก๋พยายามรวบรวมสติ พยายามอ้อนวอนให้เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมงาน และเตือนให้นึกถึงลูกเมีย สุดท้ายผู้ชายเลยใจอ่อน ยอมปล่อยไป"
เก๋เข้าแจ้งความทันที พร้อมกับร่องรอยบาดแผลที่ยังปรากฏชัดเจน ตำรวจเลยเรียกตัวมาสอบสวน แต่ผู้ชายคนดังกล่าวกลับอ้างว่า เป็นเรื่องทะเลาะหึงหวงกันธรรมดา แถมยังบอกว่าเขากับเก๋แอบได้เสียกันแบบลับๆ มานานแล้ว
"ใส่ความเพิ่มอีกด้วยว่าเก๋ต้องการใช้ตัวเองเป็นบันไดไต่เต้าในหน้าที่การงาน พยายามให้คนอื่นรู้สึกว่าตนเองดูรวย มีฐานะเข้าไว้ ตำรวจจะได้เชื่อว่าที่เก๋มาแจ้งความ เพราะต้องการเรียกค่าเสียหายจากที่ตกลงกันไม่ได้เท่านั้น"
เรื่องจบลงตรงที่อัยการสั่งฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายอย่างเดียว โดยไม่มีข้อหาข่มขืนมาพ่วง แต่ผู้ชายคนนั้นก็ถูกไล่ออก และเก๋ก็ยังทำงานต่อไปได้
"จากกรณีที่เกิดขึ้น ผู้หญิงมีสีจึงโชคดีกว่า เพราะไม่มีใครมาบีบให้ออกโดยไม่มีเหตุผลได้" เยาวลักษ์ตั้งข้อสังเกต
ไว้ใจ+เกรงใจ ร่วม 'ปิดปาก'
สถิติภัยทางเพศตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2544 จากมูลนิธิเพื่อนหญิง ประมวลความสัมพันธ์ของคู่กรณี พบว่า จากทั้งหมด 101 กรณีที่เกิดขึ้น เป็นคนรู้จัก 42 กรณี (ร้อยละ 41) แบ่งเป็นเพื่อนบ้าน 14 กรณี ผู้ที่อยู่ในเครือญาติ 14 กรณี
ความสัมพันธ์ในลักษณะผู้อุปถัมภ์/ดูแล หรือผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ภายใต้อุปถัมภ์มี 6 กรณี หรือร้อยละ 6
ส่วนความสัมพันธ์ที่เป็นคนแปลกหน้ามีไม่ถึงครึ่ง คือ 39 กรณี หรือร้อยละ 39 อันได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น คนติดยาเสพติด เป็นต้น
แม้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้อุปถัมภ์มีไม่ถึงครึ่ง แต่ก็ถือว่ามากเกินพอแล้วสำหรับผู้หญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อในสภาวะนี้
จากสามสาวผู้โชคร้าย ดูเหมือนว่าเก๋จะโชคดีที่สุด เพราะรุดเข้าแจ้งความทันทีหลังเกิดเรื่อง ซึ่งคดีข่มขืนจะมีอายุความ 3 เดือน และถ้าเด็กมีอายุ 15 ปีขึ้นไปจะสามารถยอมความได้
"แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่แจ้งความทันที เพราะอาย ไม่อยากเก็บหลักฐานไว้กับตัว จึงล้างเนื้อล้างตัวเสียหมด หลักฐานอย่างเช่น น้ำอสุจิก็ไม่มีแล้ว ยิ่งจะยากต่อการพิสูจน์" ทนายเยาวลักษ์บอก
ที่ว่ายากนั้นเพราะว่า กฎหมายอาญาของไทยถือหลักฐานซึ่งก็คือร่องรอยภายนอกเป็นสำคัญ ดังนั้นคดีข่มขืนในความเข้าใจจะต้องมีการต่อสู้ ขัดขืน การถูกทำร้าย และที่สำคัญต้องจากคนแปลกหน้าด้วย
ภาระหนักจึงตกอยู่กับผู้หญิงที่โดนข่มขืนจากคนรู้จัก ว่าจะทำอย่างไรจึงจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับรู้ว่าเธอ "ไม่เต็มใจ"
"ถ้าร่องรอยไม่มีก็ลำบาก ถ้าผู้หญิงคนนั้นยังบริสุทธิ์ก็จะพิสูจน์ที่เยื่อพรหมจรรย์ แต่ถ้าผู้หญิงแต่งงานมีสามีแล้วจะพิสูจน์จากตรงไหนล่ะ" กระทู้ถามจากสุเพ็ญศรี
เมื่อเอาความจากพรหมจารีไม่ได้ หญิงหลายคนประหวัดนึกไปถึงดีเอ็นเอที่ได้จากน้ำอสุจิ เพราะเจ้านวัตกรรมการแพทย์ตัวนี้ทำหน้าที่ชี้เป็น-ชี้ตายมานักต่อนัก
"แต่กฎหมายอาญาไม่ใช้ความท้า นั่นคือ ไม่อนุญาตให้มีการพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อร่วมการพิจารณาคดีข่มขืน วิธีนี้จึงใช้ไม่ได้" เยาวลักษ์ชี้
เหนือสิ่งอื่นใด ตัวของเจ้าทุกข์เอง ร้อยทั้งร้อยจะเกิดความอาย ไม่กล้าบอกเล่าให้ใครฟัง จึงเป็นที่มาของการแจ้งความช้า หรือถึงกับไม่เข้าแจ้งเลยก็มีเยอะ...จากการตัดสินใจเช่นนี้เอง มีผลพลิกรูปคดีในอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว
"ถึงแม้อายุความจะมี 3 เดือนก็จริง แต่ถ้าคุณเข้าแจ้งในเดือนที่ 2 หรือ 3 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจคิด ว่าที่มาแจ้งช้า เพราะเกิดตกลงเรื่องเงินกันไม่ได้ หรือไม่ผู้หญิงก็ต้องการแบล็คเมล์ ยิ่งในกรณีที่ผู้ชายมีหน้าที่การงานสูงกว่า ก็อาจจะคิดไปได้ว่า ผู้หญิงขอเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งไม่ได้ เลยมาแจ้งความเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายแทน"
หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี เสริมต่ออีกว่า บางทีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ดำเนินการสอบสวนก็รู้สึกเหยียดผู้หญิงเป็นทุนเดิม เผื่อแผ่ไปถึงเหยื่อข่มขืนด้วย
"ความที่ตำรวจส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และก็จะมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่คลั่งไคล้ หลงใหลได้ปลื้มคนในเครื่องแบบ ถึงกับยอมเป็นแฟน ยอมไปนอนด้วยโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย จากจุดนี้ทำให้นายตำรวจบางคนจึงมองผู้หญิงไม่ดีนัก ไม่เว้นกระทั่งผู้หญิงที่โดนข่มขืน" ทัศนะของสุเพ็ญศรี
สุดท้ายแล้ว 'การเอาตัวเองเข้าไปตัดสิน' จึงมักถูกนำมาใช้ในคดีนี้เสียร่ำไป
ทำไม? ต้องเพื่อนร่วมงาน
หากจะตั้งคำถามว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอะไร และทำไมเพื่อนร่วมงานสาวจึงกลายมาเป็นเป้าหมายระบายความใคร่เยอะมากขึ้น
ก่อนจะตอบให้หายสงสัย อยากให้ลองมองไปรอบๆ โต๊ะทำงานว่า บ่อยหรือไม่ที่เห็นผู้ชายรอบข้างชอบเปิดดูรูปโป๊ทางอินเทอร์เน็ต-คล้ายเป็นภารกิจประจำวัน หรือไม่ก็แสดงออกด้วยพฤติกรรม "หมาหยอกไก่" ในปริมาณวันละนิดจิตแจ่มใส
"กิริยาที่ว่ามันก็เข้าข่ายการคุกคามทางเพศ เพียงแต่ไม่ร้ายแรงเท่านั้นเอง ผู้ชายก็ไม่รู้สึกอะไร มากเข้าๆ จนผู้หญิงเองก็คล้อยตามไปด้วย" สุเพ็ญศรี บอก
ถ้าจะสาวไปถึงต้นตอของพฤติกรรมดังกล่าว คงต้องลากลึกไปถึงปัญหาโครงสร้างสังคมไทย ในรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ผู้หญิงถูกสอนมาให้ชื่นชอบ คลั่งไคล้ คนมีความรู้ มีอำนาจ
"ผู้หญิงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางเพศตามระบบทุนนิยม เมื่อมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นก็จะถูกมองว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายไปหาเอง เข้าทำนองว่า ปรบมือข้างเดียวมันไม่ดัง" แง่มุมจากสุเพ็ญศรี
ในมุมตรงข้าม ผู้ชายเองก็มีไม่น้อยที่เติบโตขึ้นมาด้วยการถูกเลี้ยงแบบตามใจ ไม่รู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง รวมไปถึงความต้องการทางเพศด้วย
ครั้นจะไปปล่อยอารมณ์ดังว่ากับคนแปลกหน้า ก็เกรงจะเกิดคดีความ ถึงขั้นมีสิทธิติดตะรางเอาได้ง่ายๆ แต่ถ้าเขยิบจุดหมายให้ใกล้เข้าเป็นคนรู้จัก 'ความไว้ใจ' ก็จะกลายเป็นทางลัด ยิ่งมีเรื่องหน้าที่การงานมาร่วมต่อรองด้วยแล้ว "ความเกรงใจ" ก็จะทำให้อะไรๆ...ง่ายขึ้น
รวมกับ "ความอับอาย" ในระดับที่มากกว่าปกติหลังจากเสียทีแล้ว "เพื่อนร่วมงานหญิง" จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
สเปคของตัวเลือกนั้น ใครๆ ก็อาจจะตั้งเอาไว้ว่าต้องสวย หุ่นดี หรือมีรูปร่างสัดส่วนอันเย้ายวน ชวนให้จิ้งจอกทั้งหลายอยากชวนขึ้นรถด้วย
แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น รูปลักษณ์ภายนอกไม่มีส่วนสำคัญเลยสักนิด พิสูจน์ได้จากคำยืนยันของผู้คลุกวงในมาหลายปี
"ตั้งแต่ทำคดีมา ไม่เคยเจอลูกความสวยๆ เลย บางคนก็ผอมเสียจนมองไม่เห็นอะไร หน้าตาก็ธรรมดา ไม่เห็นมีใครสวยโดดเลยสักคน อย่าหาว่าเข้าข้างตัวเองเลยนะ แต่ขอโทษเถอะ พี่ว่าพี่ยังสวยกว่าเลย" ทนายสาวคนเดิมพูดติดตลก
อารมณ์อยู่เหนือสำนึกเช่นนี้เอง จึงเป็นที่มาของคดีข่มขืนในหมู่เครือญาติ คนใกล้ชิด โดยไม่มีใครคิดข้ามไปถึงผลกระทบที่ตามมาว่าจะลงเอยในรูปแบบใด
"หลายคนไม่ยอมมีอะไรๆ กับสามีอีกเลย สามี-ภรรยาเลยมึนตึงต่อกัน มีผลบั่นทอนความมั่นคงของครอบครัว บางรายหนักถึงขนาดเห็นฉากข่มขืนในหนัง ละคร หรือโฆษณาก็จะกดปิดทันที ทนดูไม่ได้" สุเพ็ญศรี เล่าสิ่งที่เคยเห็น
"ป้องกัน" คือ ทางเดียวที่พึงกระทำได้เมื่อเจอภัยชิดใกล้อย่างนี้ เช่นว่า หลีกเลี่ยงการไปไหนมาไหนกันสองต่อสอง หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องหลีกเลี้ยงการดื่มเหล้า...อะไรทำนองนี้
"สำคัญที่สุด คือ ต้องมีสติ รู้จักดูแลตัวเอง จะไปบอกไปสอนให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้คงไม่ได้" เยาวลักษ์แนะ
แต่ถ้าพลาดท่าเสียทีไปแล้ว ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า "อย่าอาย" เพราะการอายนำมาซึ่งผลเสียอีกหลายอย่าง ไม่นับที่ "เสียตัว"
"ต้องเชื่อว่าเราไม่ใช่ผู้กระทำ แต่เป็นผู้ถูกกระทำ ผู้หญิงเราต้องรู้จักเรียกร้องกับสิ่งที่เสียไป" ทางออกจากเยาวลักษ์ และสุเพ็ญศรี
แม้ว่าสิ่งที่เสียไปจะคนละอย่างกับที่ได้คืนมา

 

 

นานาสาระ