นานาสาระ

หน้า  l  123456 l  7  l  8910111213 I

73. เขียนไว้บนผืนทราย...
เป็นเรื่องที่ให้แง่คิดที่ดีมาก...เรื่องเล่าว่า...มีคน2คนเป็นเพื่อนกัน...ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทราย...ระหว่างทาง...เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย คนถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา...กลับเขียนลงบนผืนทรายว่า "วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า" พวกเขายังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำ พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย...พลันคนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ...เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา...กลับสลักลงไปบนหินใหญ่..."วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้" อีกคนไม่เข้าใจ...ถามว่า..."เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย...แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบนหิน" อีกคนยิ้มพราย...กล่าวตอบ "เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้าย...เราควรเขียนมันไว้บนทราย ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย...จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบล้างไม่เหลือ แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย...บังเกิด เราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ...ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใด...ลบล้างทำลาย...."


74. แม่จ่ายหมดแล้ว
เจ้าเด็กชายตัวน้อยของเราเดินเข้าไปหาคุณแม่ในครัว หลังจากเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเธอก็ก้มลงอ่านกระดาษที่ลูกชายยื่นให้?
- ค่าตัดหญ้า 5.00 บาท
- ค่าทำความสะอาดห้องผมอาทิตย์นี้ 1.00 บาท
- ค่าซื้อของของให้แม่ 2.50 บาที้
- ค่าดูแลน้องชาย 2.50 บาท
- ค่าเอาขยะไปทิ้ง 1.00 บาท
- ค่าได้คะแนนดี 5.00 บาทาท
- ค่ากวาดสนาม 2.00 บาทา
รวมค้างชำระ 19.00 บาท
เมื่อคุณแม่อ่านเสร็จแล้วก็หยิบปากกาขึ้นมา พลิกกระดาษไปด้านหลังแล้วเขียนว่า
- เก้าเดือนที่แม่อุ้มท้อง?..ไม่คิดเงิน
- เวลาที่แม่พยาบาลลูก และสวดมนต์ให้ลูก?ไม่คิดเงิน
- ค่าที่ลูกทำให้แม่ต้องเสียน้ำตา.. ไม่คิดเงิน
- ของเล่น อาหาร เสื้อผ้าพาเที่ยว...ไม่คิดเงิน
แม้แต่เช็ดน้ำมูกให้?..ไม่คิดเงินหรอกจ้ะลูก
เมื่อรวมทั้งหมดเป็นราคาเต็มของความรัก??ไม่คิดเงินเหมือนกัน
เมื่อเด็กชายได้อ่านสิ่งที่คุณแม่เขียนไว้ น้ำตาหยดโตก็ไหลออกมา เขาสบตากับแม่แล้วจึงพูดว่า " แม่ครับผมรักแม่จริงๆ นะครับ" แล้วเขาก็เอาปากกาเขียนหนังสือตัวโตว่า...?.
จ่ายหมดแล้ว... แม่จ่ายหมดแล้ว แต่ลูกยังทอนให้ไม่หมด


75. สำหรับผู้ที่ใช้ไมโครเวฟในการต้มน้ำ
จากข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ใช้ไมโครเวฟในการต้มน้ำอยู่บ่อยๆ ประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ลูกชาย (อายุ 26 ปี) ของผู้เขียนต้องการที่จะชงกาแฟแบบซองสำเร็จรูป เขาใส่น้ำลงในถ้วยกาแฟแล้วนำไปใส่ในเตาไมโครเวฟเพื่ออุ่นให้ร้อน ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าลูกชายตั้งเวลาไว้นานแค่ไหน แต่เขาบอกผู้เขียนว่าต้องการจะต้มให้เดือด เมื่อไมโครเวฟตัดแล้ว เขาจึงนำแก้วกาแฟออกมา เมื่อเขามองลงไปในถ้วย เขาสังเกตว่าน้ำในถ้วยไม่เดือด แต่ในทันใดน้ำในถ้วยก็พุ่งกระเด็นออกมาใส่หน้าเขาโดยที่ถ้วยก็ยังอยู่ในมือของเขา จนกระทั่งเขาสลัดถ้วยออกจากมือแต่น้ำในถ้วยก็ได้กระเด็นขึ้นมาใส่หน้าของเขาแล้ว เนื่องจากการสะสมของพลังงานที่มีอยู่ในน้ำ
ใบหน้าของเขาได้รับบาดเจ็บจากน้ำร้อน และเขายังอาจจะสูญเสียความสามารถในการมองเห็นบางส่วนของนัยน์ตาข้างซ้ายอีกด้วย ขณะที่อยู่โรงพยาบาล แพทย์ที่ทำการรักษาบอกว่า ตามหลักการแล้วเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก น้ำเปล่าอย่างเดียว ไม่ควรจะนำไปให้ความร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ ถ้าจะให้ความร้อนกับน้ำด้วยวิธีนี้
ควรจะใส่บางอย่างลงไปในถ้วยเพื่อกระจายพลังงานในน้ำ เช่นถุงกาแฟ หรือไม้จิ้มฟันเล็กๆ และมันจะเป็นการปลอดภัยมากกว่า ถ้าต้มน้ำด้วยวิธีปกติบนเตาธรรมดาหรือกาต้มน้ำไฟฟ้า และนี่คือคำพูดของครูสอนวิทยาศาสตร์ที่เคยพูดไว้ในหัวข้อเรื่อง ขอบคุณสำหรับคำเตือนในการใช้ไมโครเวฟ ฉันเคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้ว
มันเกิดจากปรากฎการณ์ของการให้พลังงานความร้อนสูงที่มหัศจรรย์ มันสามารถที่จะเกิดขึ้นใด้ตลอดเวลา หากว่าน้ำถูกทำให้ร้อนและจะเกิดขึ้นได้ในภาวะการให้ความร้อนแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ น้ำถูกให้ความร้อนเร็วกว่าที่ฟองอากาศจะสามารถถูกสร้างได้ทัน ถ้าถ้วยนั้นใหม่มากๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะมีร่องรอยของการบิ่นกระเทาะ หรือสีถลอกที่จะเป็นที่สร้างฟองอากาศ เมื่อฟองอากาศไม่สามารถถูกสร้างเพื่อที่จะระบายความร้อนที่ถูกใส่เข้ามา ของเหลวนั้นไม่เดือด แต่ความร้อนที่ได้รับนั้นมากขึ้นจนเลยจุดเดือดไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือของเหลว จะพุ่งออกมาแค่เพียงพอที่จะสร้างฟองอากาศที่ จะถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และกระแทกของเหลวที่กำลังร้อนนั้นให้กระเด็น ขึ้นมา ในการสร้างฟองอากาศอย่างรวดเร็วแบบนี้ เป็นหลักการเดียวกับน้ำอัดลมที่พลุ่งออกมาเมื่อเขย่าภาชนะก่อนเปิดนั่นเอง กรุณาส่งข้อความนี้ต่อ ๆ กันให้กับครอบครัวหรือเพื่อน จะสามารถช่วยลดความสูญเสียและความเจ็บป่วยจากเหตุการณ์แบบนี้ได้


76. การเดินทางของคุณตาและคุณยาย
มีเรื่องเล่าอยู่ว่า คุณตาคนหนึ่งเดินทางเพื่อไปเยี่ยมเยียมเพื่อนคนหนึ่งทุกๆวัน และก็มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า คุณยายคนหนึ่ง เดินทางเพื่อไปหาเพื่อนคนหนึ่งทุกๆวัน เรื่องเล่าทั้งสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และไม่ใช่เรื่องที่เล่าที่มาจากที่มาที่เดียวกัน เพราะคุณตาและคุณยายทั้งสองไม่เคยรู้จักกัน
คุณตาเดินไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยที่ถนนพระจันทร์ ในขณะที่คุณยายเดินไปหาเพื่อนสนิทที่ถนนพระอาทิตย์ วันแล้ววันเล่า ทั้งคู่เดินสวนกัน บางวันคุณยายไม่เจอคุณตา และในอีกบางวัน คุณตาไม่เคยเจอคุณยาย เพราะทั้งสองไม่เคยสังเกตซึ่งกันและกัน
จนเมื่อวันหนึ่ง คุณตาไม่จำเป็นต้องไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยอีกต่อไป และคุณตาก็ไม่ได้เดินไปที่ถนนพระจันทร์อีก แต่คุณยายยังเดินตามเส้นทางเดิม จนเริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งขาดหายไป ในระหว่างการเดินทางของตน และเริ่มรู้สึกว่าการเดินทางแต่ละครั้งไม่มีความหมายอีกต่อไป คุณยายหยุดการเดินทางไปที่ถนนพระอาทิตย์ ในขณะเดียวกันกับที่คุณตารู้สึกขาดบางสิ่งบางอย่างไป คุณตาเริ่มออกเดินอีกครั้งหนึ่งกลับไปที่ถนนพระจันทร์ที่ที่คุณตารู้สึกว่ามีบางสิ่งรอคุณตาอยู่ แต่คุณตาไม่พบสิ่งที่ทำให้คุณตาออกเดินทางตามหา คุณตาพบว่าสิ่งที่ขาดหายไปนั้น ไม่สามารถหาพบได้ตามรายทาง ในขณะที่คุณยายก็พบว่าการอยู่เฉยไม่สามารถทำให้พบสิ่งที่ขาดหายไปได้..
คุณยายเริ่มออกเดินอีกครั้ง ในขณะที่คุณตาหยุดการค้นหาโดยสิ้นเชิง เรื่องนี้ไม่มีจุดจบ แต่ทำให้หลานของคุณตาคุณยายทั้งสองได้เรียนรู้ว่า ในบางครั้ง ขณะที่เราตามหาบางสิ่ง เราอาจเป็นใครคนหนึ่งที่ใครอีกคนหนึ่งกำลังค้นหา และในขณะที่เราเดินออกไปตามท้องถนน คนบางคนที่เรารอคอยอาจะเดินผ่านไปเมื่อนาทีที่ผ่านมาแล้ว
บางทีเรื่องเล่าของการเดินทางทั้งสองนี้อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่เราก็สามารถทำให้มันมาบรรจบกันได้ ...ถ้าเราต้องการ..


77. เพื่อน
"เพื่อน" การที่จะรับใครสักคนเข้ามาเป็น "เพื่อน" คงไม่ใช่เรื่องยากแค่เราเปิดใจให้กันและกัน แต่ถ้า "เพื่อนสนิท เพื่อนรัก เพื่อนกินเพื่อนตาย" ล่ะ ความหมายมันแตกต่างจากคำว่าเพื่อนแค่ไหนในความรู้สึกของคุณ มีนิทานอยู่เรื่องหนึ่งอยากจะเล่าให้ฟัง มีเนื้อหาดังนี้
ไก่ กระต่าย เป็ด และหมู เป็นเพื่อนกัน ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทั้งสี่เริ่มที่จะสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไก่...ขยัน อดทน ตื่นแต่เช้า หาอาหารมาให้ทั้งตัวเองและเพื่อน
กระต่าย...น่ารัก สุภาพ พูดจาอ่อนหวาน เป็นที่รักและเอ็นดูของทุกๆตัว
เป็ด...โผงผาง ใจร้อน เสียงดัง พูดจาตรงๆ
หมู...ขี้เกียจ พูดจากระโชกโฮกฮาก ไม่สะอาดแต่รักเพื่อนเป็นที่หนึ่ง สามารถทำอะไรเพื่อเพื่อนได้เสมอ
ด้วยการเดินทางที่ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งสี่จึงสนิทและรักกันมาก ทุกตัวล้วนมีความสำคัญให้แต่ละตัวซึ่งกันและกัน วันหนึ่งทั้งสี่ตัวต้องเดินทางผ่าน โคลนสกปรก เหม็น และมีแต่เชื้อโรคทั้งสี่ตัว ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นที่จะต้องเดินผ่านบ่อโคลนนี้ หากจะเดินกันไปทีละตัว แต่ละตัวต้องสกปรก และป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นแน่นอน หมูจึงรับอาสาที่จะให้เพื่อนขี่หลังเพื่อเดินข้ามไป
กระต่ายจึงพูดขึ้นว่า "ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะหมูตัวโตและแข็งแรง" หมูได้ยินเช่นนั้นจึงดีใจและภูมิใจ
เป็ดเลยพูดขึ้นว่า "และหมูก็ชอบเล่นโคลนสกปรกอยู่แล้วนี่หว่า ก๊ากกกก" หมูเองได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะต่อกัน
กระต่ายเลยพูดขึ้นว่า "ไปว่าหมูอย่างนั้นได้ยังไง เดี๊ยวหมูก็เสียใจหรอก"
หมู : "ไม่เป็นไรหรอก ฉันรับได้ เพราะถึงยังไงเราก็เพื่อนสนิทกัน พูดมาแบบนี้ ฉันไม่ถือหรอก"
เป็ด : "ใช่แล้ว เราสนิทและรักกันมาก และรู้ใจกัน เรื่องแค่นี้พูดกันเล่นๆ แค่นั้นเอง"
ไก่ : "งั้นเราเดินทางกันต่อเถอะ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน"
ทั้งสามจึงขึ้นหลังหมูแล้วเดินไป ในระหว่างที่อยู่ในโคลน เป็ดมองไปเห็นไส้เดือน จึงใช้ปากคุ้ยโคลนเพื่อที่จะกินไส้เดือน ในระหว่างที่คุ้ยโคลน โคลนเกิดกระเด็นไปโดนกระต่าย กระต่ายเลยสกปรกไปด้วย
กระต่าย : "เป็ด ระวังหน่อยสิ โคลนมันกระเด็นมาโดนฉันนะ"
เป็ด : "อะไรกัน แค่นี้เอง เดี๋ยวผ่านบ่อโคลนไปค่อยทำความสะอาดก็ได้นี่"
กระต่าย : "แต่มันไม่เหมือนเดิม เพราะขนขาวๆของฉันมันก็คงเป็นรอยเปื้อนอยู่ดี"
ไก่ : "เอาน่า หยุดได้แล้ว นิดเดียวเองนะกระต่าย เป็ดเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ดูหมูซิ เค้าเปื้อนทั้งตัวแถมต้องแบกเราอีก เค้ายังไม่บ่นซักคำ"
กระต่ายด้วยความเคืองนิดๆ จึงพูดออกมาโดยไม่ทันคิดว่า "ก็หมูสกปรกนี่ ไม่เหมือนฉัน ฉันต้องสะอาด สกปรกไม่ได้" หมูเองได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่เหตุใดเพื่อนถึงพูด กับเขาเช่นนั้น หมูก็ร้องไห้
ไก่จึงพูดขึ้นว่า "แล้วนี่คือสิ่งที่หมูต้องได้รับเหรอ กับการที่เค้าเป็นหมู มีนิสัยเป็นหมู เค้าต้องได้รับแต่สิ่งสกปรกเท่านั้นเหรอ แล้วการที่เป็ดกินอะไรแล้วต้องคุ้ย แล้วไก่อย่างฉันต้องเขี่ยอย่างนี้ มันเป็นพื้นฐานนิสัยที่ติดตัวเรามาตลอดนะ เราเลือกได้เหรอ"
ไก่ : "ความแตกต่างของแต่ละตัว ไม่เหมือนกัน เราเป็นเพื่อนกัน ต้องเข้าใจ และเปิดใจรับสิ่งที่ไม่สวยงาม และสิ่งที่สวยงามซึ่งกันและกันสิ ไม่มีใครที่สวยงามได้ตลอดเวลานะ"
เป็ดจึงพูดขึ้นว่า "ฉันก็คิดว่าเราสนิทและรักกันมาก เชื่อใจกันรับรู้ในสิ่งที่แต่ละตัวเป็นแล้ว ฉันไม่ทันนึกว่าเธอรับฉันแบบนี้ไม่ได้ฉันขอโทษนะ"
กระต่ายได้ยินเช่นนั้นจึงพูดขึ้นว่า "จริงสินะ เราเป็นเพื่อนกัน แถมเป็นเพื่อนรักกันด้วย ทำไมฉันถึงไม่เข้าใจนะว่าเราทั้งสี่แตกต่างกัน แต่เรายังสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆมาด้วยกันได้ขนาดนี้ แล้วแต่ละตัวเราก็ไม่เหมือนกันเลย" "ฉันขอโทษนะที่ฉันเป็นอย่างนี้"
หมูกล่าวขึ้นว่า "ไม่เป็นไรหรอกกระต่าย ฉันก็เข้าใจว่าเธอน่ารัก สะอาด และจิตใจอ่อนไหว เธอก็ไม่เหมือนกับฉัน บางครั้งฉันก็พูดอะไรหรือทำอะไรที่กระโชกโฮกฮากไป บางครั้งเธออาจจะรับไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าด้วยความที่เราเป็นเพื่อนรักกัน เธอคงจะรับฉันได้ซักวันหนึ่ง"
กระต่าย : "ฉันเองก็ขอโทษด้วยที่ฉันอ่อนไหวเกินไปแบบนี้ ฉันก็หวังว่าสักวันหนึ่ง เราแต่ละตัวที่แตกต่างกันคงเข้ากันได้ และยอมรับในสิ่งที่แตกต่างกันของแต่ละตัวได้"
ไก่จึงพูดขึ้นบ้างว่า "เอาล่ะ แต่ละตัวก็เข้าใจกันแล้วนะ ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว และด้วยความที่เรารักและสนิทกันและก็รู้จักกันมานาน บางครั้งจึงทำอะไรโดยไม่ทันคิด แต่ทำให้อีกคนรู้สึกไม่ดี ฉันคิดว่าคงไม่ได้ตั้งใจและเผลอทำอะไรไปก็เท่านั้น"
เป็ด : "เราเข้าใจกันดีแล้วนะ งั้นเราเป็นเพื่อนที่รักและสนิทกันมากขึ้นนะ เพราะเราก็รับในสิ่งที่แตกต่างของแต่ละตัวได้แล้ว"
หมู : "ใช่แล้ว งั้นเราทั้งสี่ มาร่วมกันและตั้งใจที่จะเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกันและเดินเคียงข้างกันอย่างนี้ตลอดไปนะ"
หมู เป็ด ไก่ กระต่าย : "ไชโย เราเป็นเพื่อนรักกัน"
แล้วทั้งสี่ก็เดินไปด้วยกัน อยู่เคียงข้างกันไป ตลอดเส้นทางเดินแห่งนั้น......
จากนิทานเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า ด้วยความแตกต่างของแต่ละตัว อาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจและไม่พอใจในอีกฝ่าย และบางครั้งด้วยความที่ทั้งสี่สนิทกันมาก การกระทำบางอย่างที่แสดงออกไปจึงไม่ทันคิดว่า อาจจะไปทำร้ายความรู้สึก หรือทำให้ใครอีกคนไม่เข้าใจ แต่ด้วยความที่ทั้งสี่คือเพื่อนรัก เพื่อนสนิท เพื่อนที่รู้จักรู้ใจกันมานาน จึงทำให้ทั้งสี่กลับมาเป็นเพื่อนรักและเพื่อนสนิทกันได้อย่างเดิม คำว่าเพื่อนรักของคุณ คุณให้ความหมายและความสำคัญของคนที่คุณให้เค้าเป็นเพื่อนได้แค่ไหน คำตอบอยู่ที่ตัวคุณเอง บางครั้งคุณอาจจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่คาดคิดมาก่อนว่าเพื่อนสนิทจะทำอย่างนี้กับคุณ แต่หากมองย้อนกลับไป คุณเองก็อาจจะทำอะไรที่ไม่คาดคิดกับเพื่อนของคุณได้เช่นกัน กลับมามองอีกทีว่า คุณให้ความหมายกับเพื่อนของคุณมากแค่ไหน เพื่อนที่มีแต่สิ่งที่ดีให้แก่กันแค่นั้นเหรอ เพื่อนที่จะยิ้มและสนุกไปด้วยกันแค่นั้นเหรอ แล้วหากวันหนึ่ง เกิดฝ่ายใดทำอะไรที่ไม่ดีหรือไม่สวยงามขึ้นมาล่ะ คุณเข้าใจและรับรู้ในสิ่งเหล่านั้นได้มากแค่ไหน คุณสามารถที่จะให้อภัยในสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งที่อาจจะเกิดจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจได้มากน้อยแค่ไหน...
คำตอบย่อมอยู่ในใจคุณดี.... กลับมามองและเข้าใจเพื่อนของคุณดีแล้วหรือยัง เข้าใจเพื่อนของคุณมากน้อยแค่ไหน
เมื่อคุณอ่านข้อความข้างต้นจบ....คุณคิดถึงใครล่ะ????
คุณเท่านั้นที่รู้คำตอบ


78. เอดส์ ติดได้จากคนโรคจิต
ขณะนี้มีภัยแบบใหม่คือขณะที่ท่านกำลังขึ้นบันไดเลื่อน แล้วเอามือมาจับราวมือจับที่เป็นยางสีดำเพื่อให้ยืนได้มั่นคงขึ้นนั้น มือของท่านอาจถูกลวดเล็กแหลมที่เป็นใยเหล็กเสริมความแข็งแรงของยางทิ่มจนเป็นแผลเลือดออกได้โดยง่าย เพราะลวดเสริมแรงของยาง (ลักษณะเช่นเดียวกับเส้นลวดเสริมแรงของยางเรเดียลของล้อรถยนต์) จะมีขนาดเล็กและคมมาก ลวดพวกนี้(ซึ่งอยู่ลึกลงไปจากผิวหน้ายางสีดำประมาณ 34 มิลลิเมตร ) ถูกพวกโรคจิตใช้ cutter ตะกุยออกมาจากผิวเนื้อยาง และดัดให้ชูขึ้นมาเตรียมแทงมือของผู้ใช้บันไดเลื่อนที่ไม่ได้ระวังตัวหรือมองราวจับก่อน ใช้มือจับไปที่ราว คาดว่าน่าจะมีจุดประสงค์ให้ผู้ที่ถูกลวดแทงมือ เกิดความกังวลว่าหากลวดมีเชื้อเอดส์จากผู้ที่ถูกตำก่อนหน้า ก็อาจติดเชื้อเอดส์ไปด้วย และหากคนโรคจิตที่ทำการนี้เป็นเอดส์อยู่แล้ว ก็อาจเคลือบเชื้อเอดส์ไว้ที่ลวดนี้เลยก็เป็นได้ จึงเตือนมาเพื่อให้ท่านทั้งหลายระวังตัว อย่าให้เป็นเหยื่อของพวกโรคจิตเหล่านี้
ปล. เท่าที่พบจริงในขณะนี้คือ! ที่ราวจับด้านขวาขณะลงจากชั้น 3 มาชั้น 2 ที่พันธ์ทิพย์พลาซ่า
และนอกจากนี้ยังได้ยินมาว่าตามชายหาด ก็มีการฝังเข็มฉีดยาใช้แล้วไว้ใต้ทราย เพื่อให้ผู้ที่ไปเที่ยวที่ส่วนใหญ่ถอดรองเท้าได้ถูกตำ ยังไง เราควรระวังไว้ ดีกว่าประมาทนะครับ
ส่งเรื่องนี้ให้คนที่คุณรัก


79. สุขจากการใช้ทรัพย์
ทุกๆคนมีความสุข เมื่อแสวงหาทรัพย์มาได้ หลายๆคนมีความสุขกับการครอบครองหวงแหนทรัพย์นั้นไว้ ในขณะที่อีกหลายๆคนก็มีความสุขกับการใช้จ่ายทรัพย์นั้น แท้จริงแล้วเราจะแสวงหาความสุขจากทรัพย์สินได้ด้วยวิธีการใด ทำอย่างไรเราจึงจะได้รับความอิ่มกายอิ่มใจจากทรัพย์ของเราให้ได้มากที่สุด
มีนกแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ ๕๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลาหากิน ฝูงนกแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลีอิ่มแล้ว ต่างก็บินกลับรังด้วยปากเปล่าๆ ทั้งนั้น ส่วนพญานกแขกเต้าที่เป็นหัวหน้า เมื่อกินอิ่มแล้ว ยังต้องคาบข้าวสาลีอีก ๓ รวงกลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจ จึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้าให้ได้ ด้วยการสังเกตที่ยืนของพญานกนั้น แล้ววางบ่วงดักไว้
วันหนึ่ง พญานกถูกจับได้ ชาวนาจึงถามพญานกว่า นกเอ๋ย ท้องของท่านคงจะใหญ่กว่าท้องของนกอื่น เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้ว ยังต้องคาบรวงข้าวกลับไปอีกวันละ ๓ รวง เป็นเพราะท่านมียุ้งฉางหรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก
พญานกตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉาง และเราก็ไม่มีเวรต่อกัน แต่ที่คาบไป ๓ รวงนั้น รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขากู้ และอีกรวงหนึ่งเอาไปฝังไว้
ชาวนาได้ฟังก็เกิดความสงสัย จึงถามว่า ท่านเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใคร เอาไปให้ใครกู้ และเอาไปฝังไว้ที่ไหน
พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า รวงที่หนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปเลี้ยงดูพ่อแม่ เพราะท่านแก่แล้ว และเป็นผู้มีพระคุณอย่างมาก ทั้งให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับว่าข้าพเจ้าเป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้ รวงที่สองเอาไปให้เขากู้ คือเอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลายที่ยังเล็กอยู่ ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงเขาในตอนนี้ ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า เขาก็จะเลี้ยงตอบแทน จัดเป็นการให้เขากู้ รวงที่ สามเอาไปฝังไว้ คือเอาไปทำบุญด้วยการให้ทานกับนกที่แก่ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้ เท่ากับเอาไปฝังไว้ เพราะบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าการทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้
ชาวนาฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่านกนี้เป็นนกกตัญญต่อพ่อแม่ เป็นนกมีความเมตตาต่อลูกน้อย และเป็นนกใจบุญ มีปัญญา รอบคอบ มองการณ์ไกล
พญานกได้อธิบายต่อไปว่า ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น ก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลงไปในเหว ที่ไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมากินทุกวัน วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็ไม่ได้ เพราะถ้าท้องหิวก็เป็นทุกข์
ชาวนาฟังแล้วจึงกล่าวว่า พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่โลภมาก เพราะนกตัวอื่นเขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่คาบอะไรไป ส่วนท่านบินมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับไปอีก แต่พอฟังท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภ แต่คาบไปเพราะความดี คือเอาไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริงๆ ชาวนามีจิตเลื่อมใสในคุณธรรมของพญานกมาก จึงแก้เครื่องผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระ แล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอแก่บริวาร จากนั้นจึงให้โอวาทแก่ชาวนาว่า ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นสั่งสมกุศลด้วยการทำทาน และเลี้ยงดูพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด
ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานกจึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจนตลอดชีวิต
นกแขกเต้า ผู้มีปัญญา รู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบัน และอนาคต เราทุกคนเมื่อรู้จักเก็บ รู้จักหาทรัพย์แล้ว ก็ควรจะรู้จักหาความสุขจากการใช้ทรัพย์อย่างถูกต้องด้วย เพราะการแสวงหาหรือครอบครองทรัพย์สินที่มี ไม่อาจสร้างความสุขใจ ไม่อาจทำให้เกิดบุญกุศลได้ เทียบเท่ากับการใช้ทรัพย์นั้นจะให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริงต่อชีวิต


80. เรื่องดีๆที่ห้ามพลาด
"ขอให้ชั้นดูหน้าลูกหน่อยได้มั๊ยคะ"คุณแม่คนใหม่เอ่ยขึ้น เมื่อห่อผ้าน้อยๆอยู่ในอ้อมกอดเธอ เธอค่อยคลี่ผ้าที่ห่อออกเพื่อมองใบหน้าเล็กๆ เธอกรีดร้อง หมอต้องอุ้มเด็กออกไปอย่างรวดเร็ว เด็กทารกที่เกิดมาไม่มีใบหู
กาลเวลาพิสูจน์ว่าการได้ยินของเจ้าหนูไม่มีปัญหา ปัญหามีเฉพาะสิ่งที่มองเห็นภายนอกคือใบหูที่หายไป หลายครั้งที่เจ้าหนูกลับจากโรงเรียนแล้ววิ่งมาบอกแม่ เธอรู้ว่าหัวใจลูกปวดร้าวแค่ไหน
เจ้าหนูพูดโพล่งออกมาอย่างน่าเศร้า "พวกเด็กตัวโต พวกมันล้อผมว่า "ไอ้ตัวประหลาด"
เจ้าหนูเติบโตขึ้นหล่อเหลา เป็นที่รักของเพื่อนๆ เค้ามีพรสวรรค์ในด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี และดนตรี เค้าอาจได้เป็นหัวหน้าชั้น แต่เพราะเจ้าสิ่งนั้น...
"ลูกต้องพบปะกับผู้คนบ้างนะลูก" แม่กล่าวด้วยความสงสาร
พ่อของเด็กชายปรึกษากับหมอประจำครอบครัว "ผมสามารถปลูกถ่ายใบหูได้ครับ ถ้ามีผู้บริจาคแต่ใครล่ะจะเสียสละใบหูเพื่อเด็กน้อยคนนี้" คุณหมอกล่าว
2 ปีผ่านไป พ่อบอกกับลูกชาย "ลูกเตรียมตัวไปโรงพยาบาลนะ พ่อกับแม่หาคนบริจาคใบหูที่ลูกต้องการได้แล้วแต่นี่เป็นความลับ"
การผ่านตัดสำเร็จด้วยดี คนคนใหม่เกิดขึ้น เค้ากลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ เป็นอัจฉริยะในโรงเรียนในวิทยาลัย จนเป็นที่กล่าวขานกันรุ่นต่อรุ่น ต่อมาได้แต่งงานและทำงานเป็นข้าราชการในสถานทูต
วันหนึ่งชายหนุ่มถามผู้เป็นพ่อ "พ่อครับใครเป็นคนมอบใบหูให้ผม ใครช่างให้ผมได้มากมายแต่ผมไม่เคยทำอะไรเพื่อเค้าได้เลยสักนิด"
"พ่อไม่เชื่อว่าลูกจะตอบแทนเค้าได้หมดหรอกเรื่องนี้เป็นความลับ เราตกลงกันแล้ว" พ่อตอบ
หลายปีที่มันยังคงเป็นความลับ แต่แล้ววันหนึ่งวันที่มืดมิดที่สุดผ่านเข้ามาในชีวิตลูกชาย เค้ายืนข้างพ่อใกล้หีบศพของแม่ พ่อค่อยๆลูบผมแม่อย่างช้าๆ และนุ่มนวลผมสีน้ำตาลแดงถูกเสยขึ้นจนมองเห็น ....
แม่ไม่มีใบหู...ใบหูของแม่ถูกตัดไป..
พ่อกระซิบผ่านลูกชาย "แม่บอกพ่อว่าเธอดีใจที่ได้ทำอย่างนี้เธอไม่เคยตัดผมอีกเลย ไม่มีใครมองเห็นว่าเธอไม่สวยจริงมั๊ย " จงจำไว้"สิ่งมีค่าที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การมองเห็นหากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรามองไม่เห็น ความรักที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เราได้ทำอะไรแล้วมีคนรับรู้หากแต่อยู่ที่สิ่งที่เรากระทำแล้วไม่มีใครรับรู้ ความรักบางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำเพรื่อ"
อ่านบทความนี้แล้วลองกลับมาคิด ถ้าพรุ่งนี้เราตายไปบริษัทสามารถหาคนมาแทนเราได้ภายในไม่กี่วัน แต่ครอบครัวเราต้องสูญเสีย และคิดถึงเราไปตลอด เราใช้ชีวิตกับการทำงานมากกว่าครอบครัวหรือเปล่า เป็นการลงทุนที่ไม่ฉลาดเลยจริงๆ


81. โอกาส
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่ คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา
"รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร"
"ฉันชื่อโอกาส"
"ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา"
"ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส"
"ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?"
"เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม"
"แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก"
"เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว"
"แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้"
"ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย"
"แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว"
"ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่"
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ "โอกาส" มีผมยาวว แต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ "โอกาส"ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก "โอกาส" จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่าไม่ควรที่จะปล่อยให้โอกาสผ่านไป
"อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน ทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ที่ฉัน "โอกาส" ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย"


82. To all of my best friends.
ก เก็บคุณไว้ในใจ
ข เข้าใจคุณ
ค คอยสนับสนุน
ง ง้อคุณเมื่อรู้ว่าเขาผิด
จ จับมือคุณเมื่อคุณต้องการกำลังใจ
ฉ เฉยกับความใจร้อนของคุณ
ช ช่วยเหลือคุณ
ซ ซื่อสัตย์ต่อคุณ
ญ ญาติดีกับคุณ
ด เดินเคียงข้างคุณ
ต ติดตามข่าวคราวความเป็นไปของคุณ
ถ ไถ่ถามทุกข์สุขของคุณ
ท ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดี
ธ ธรรมะธรรมโมกับคุณ
น นับถือคุณและน่ารักในสายตาคุณ
บ บอกความจริงแก่คุณ
ป ปลอบใจเมื่อคุณท้อ
ผ ผายมือต้อนรับคุณเสมอ
ฝ ฝากผีฝากไข้กับคุณได้
พ เพิ่มพลังใจให้คุณ
ฟ ฟังคุณเมื่อคุณพูดน้ำไหลไฟดับ
ภ ภูมิใจในตัวคุณ
ม มอบสิ่งดีให้คุณ
ย ยกโทษให้กับข้อผิดพลาด
ร รักคุณที่คุณเป็น
ล ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกคุณ
ว ไว้ใจซึ่งกันและกัน
ศ ศึกษานิสัยแท้จริงของคุณ
ส สังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณ
ห เห็นคุณค่าของคุณ
อ อธิบายในสิ่งที่คุณไม่เข้าใจ
ฮ เฮฮากับคุณได้ทุกเวลา
FRIENDS IS EVERYTHING


83. กบวิเศษ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีกบวิเศษตนหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่าซึ่งเป็นป่าดงดิบลึกลับ ยากที่จะมีมนุษย์หรือสัตว์ชนิดใดเดินทางไปถึง แต่แล้ววันหนึ่งกบวิเศษได้ยินเสียงสัตว์สองชนิดวิ่งไล่กวดกันมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ที่แท้มันคือหมีตัวใหญ่กำลังไล่ล่ากระต่ายเจ้าเล่ห์เพื่อนำไปทำดินเนอร์มื้อเย็น กบวิเศษเรียกให้สัตว์ทั้งสองหยุดตอบข้อซักถามเพราะตลอดชีวิตของมันไม่เคยพบหมีและกระต่ายวิ่งไล่กันมาก่อน
"เจ้าทั้งสองวิ่งกวดกันแทบเป็นแทบตายเพราะเหตุใดหรือ" กบถาม
"มันจะจับข้าทำอาหาร" กระต่ายตอบลิ้นห้อยด้วยความเหนื่อย
"อ๋อ เป็นเช่นนี้เอง เอาเถอะ อย่าทำร้ายซึ่งกันและกันเลย เราจะให้พรวิเศษเจ้าตัวละ 3 ข้อ หวังว่าคงจะช่วยลดความขัดแย้งลงได้" ทั้งหมีและกระต่ายรับคำด้วยความยินดี เจ้าหมีเป็นฝ่ายขอพรก่อน มันคิดอยู่เป็นนาที จึงกล่าวว่า "ข้าอยากให้หมีทั้งหมดป่าแห่งนี้ยกเว้นตัวข้าเป็นตัวเมียทั้งสิ้น" กล่าวเสร็จมันพลันตัวสั่นขนพองด้วยความสยิว กลิ่นสาบสาวจากหมีตัวเมียฟุ้งไปทั่วป่า
กระต่ายผู้น่าสงสารของเพียงหมวกกันน็อกหนึ่งใบ
"เจ้ากระต่ายปัญญาอ่อนหน้าโง่ ถ้ามันขอเงินสักพันล้านมันสามารถซื้อหมวกกันน็อกได้หลายล้านใบ แต่ช่างเถอะ ไม่ใช่ธุระอะไรของเรา" เจ้าหมีบ้าเซ็กซ์ขอพรข้อสอง มันคิดอยู่นานสามนาทีก่อนจะกล่าวว่า "ข้าปรารถนาให้หมีทุกตัวในป่าถัดไปกลายเป็นตัวเมียทั้งสิ้น" กล่าวเสร็จตัวมันพลันน้ำลายไหลด้วยความสยิว หมีตัวเมียเพิ่มอีกนับร้อยตัว มันจะตั้งฮาเร็มหมี
กระต่ายน้อยขอมอเตอร์ไซต์หนึ่งคัน เมื่อได้สมปรารถนามันก็สวมหมวกกันน็อกขึ้นคร่อมและสตาร์ทรถทันที หมีใหญ่ขอพรข้อสุดท้าย "ข้าปรารถนาให้หมีทุกตัวในโลก ยกเว้นตัวข้า กลายเป็นหมีตัวเมียทั้งสิ้น" โอ ..มันแทบจะรอไม่ไหวแล้ว แต่แล้วมันถึงกับช็อค! เมื่อได้ยินกระต่ายน้อยขอพรข้อที่สามก่อนบึ่งรถหนีไป "ข้าขอให้เจ้าหมีตัวนี้เป็นเกย์"

 

 

นานาสาระ