นานาสาระ

หน้า  l  1234567 l  8  l  910111213 I

84. เคยไหมที่ตกหลุมรักเพื่อน
หญิงชายสมัยนี้เป็นคู่ซี้กันมากขึ้น มากกว่าเพศเดียวกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุขด้วยกัน กระทั่งเพื่อนๆมองว่า เป็นคู่รัก มากกว่าเพื่อน เพราะรู้และเข้าใจทุกอารมณ์ของกันและกัน บางคู่เมื่อหญิงและชายแยกไปมีคนรักอย่างจริงจัง ฝ่ายที่เหลืออยู่จะรู้สึกเหงาและเดียวดาย ส่วนผู้ที่จากไปจะรู้สึกกังวล ห่วงใย กระทั่งคู่รักเกิดความหึงหวง ต้องแยกจากกันอย่างจริงจัง แม้จะอาลัยอาวรณ์เพียงใดก็ตาม หลายคนถูกเพื่อนตั้งคำถาม "ทำไมไม่จีบเป็นแฟนซะเลยหละ" ผู้หญิงจะตอบว่า "รู้ไส้รู้พุง" ผู้ชายจะตอบว่า "กระโดกกระเดกเหมือนม้าดีดกระโหลก" แต่ทั้งสองรู้ซึ้งถึงทุกอารมณ์ของกันและกัน รู้ในสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ กิน ไม่กิน แทบจะพูดได้ว่า แค่ขยับตัวก็รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึก และต้องการอะไร การรู้ไส้รู้พุงกันมากเกินไป ทำให้รักกันไม่ได้ เปล่าเลย ความจริงคือ คนสองคนไม่เคยมีบรรยากาศของความหวานซึ้ง อาจจะเคยมี แต่ต่างฝ่ายต่างมองเห็นเป็นเรื่องขบขัน คนแบบนี้หวงเพื่อนยิ่งกว่าจงอางหวงไข่กว่าคนที่มีหัวใจจะบุกทะลวงผ่านมาได้ ต้องใช้ความพยายามจนเพื่อนรักยอมรับ คู่ซี้แบบนี้จำนวนมากต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด เมื่อสูญเสียอีกคนไป ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายจากไปก่อนเสมอ ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงอ่อนไหว แต่เธอกลัว กลัวถูกทิ้ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเป็นเพื่อนที่เธอรัก รักมาก แต่เธอไม่รู้ว่า วันใดเขาจะมีคนรัก และจากเธอไป
ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงตอบรับความรักของชายหนุ่มที่มาบอกรักเธอ เพื่อนซี้บางคนถึงกับโวยวายว่า จะมีแฟนทำไมไม่บอก เธอจะบอกเขาได้อย่างไร ในเมื่อเธอแคร์ความรู้สึกของเขา กลัวเขาเจ็บปวด กลัวเขาโกรธ... ถึงอย่างไร เธอไม่มีทางออก แม้ว่าบางครั้งแววตาของเขาจะเต็มไปด้วยแววตัดพ้อต่อว่า เพื่อนซี้บางคนโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตะคอกถามว่า "อยากมีแฟนทำไมไม่บอก ฉันหาให้ก็ได้" หรือ "ฉันนี่ไงแฟนเธอ แหม! คนเขารู้กันทั่ว" รู้ว่าทั้งสองเป็นคู่ซี้กัน อันที่จริง ความสัมพันธ์ ความผูกพันธ์ของคนสองคนสนิทแนบแน่นกว่าคนรัก และคนรักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับเพื่อนซี้เสมอ เช่น จะต้องคอยบอกคนรักว่าชอบไม่ชอบ จึงคิดถึงเพื่อนซี้ว่า ถ้าเป็นเพื่อนซี้ ไม่ต้องให้บอกว่า ไม่กิน ไม่ชอบ ไม่ไป ไม่เอา การแยกจากเพื่อนซี้กลายเป็นความระทมขมขื่น อันที่จริง การที่คนสองคนมีความเข้าใจกันอย่างถ่องแท้ แม้บนความเข้าใจนั้นจะอยู่บนพื้นฐานของความก้าวร้าวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ คู่รักบางคู่โกรธกัน กล่าวคำหยาบคาย ยิ่งกว่าเพื่อนกับเพื่อน
คำว่า "เพื่อน" ต่างหาก ที่กางกั้น "ความรัก" ความรู้สึกละอายใจเกินไป ไม่กล้าเอ่ยคำว่า "รักเธอ" ความสนิทสนมมากเกินไป เกรงว่าจะได้รับเสียงหัวเราะแทนการตอบรับ รู้สถานภาพของกันและกันมากเกินไป กลัวจะได้รับการดูแคลน เล่นหัวกันจนหวั่นว่า จะไม่มีความซาบซึ้ง ใกล้ชิดกันมากจนคิดว่า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ เหนือกว่าความหวาดกลัวทั้งหมด คือการกลัวความสูญเสีย "สูญเสียความรักระหว่างเพื่อนกับเพื่อน" บางรายเจ็บช้ำยิ่งกว่านั้น ถูกคนนอกวานให้เป็น พ่อสือ แม่สื่อ และคนที่ถูกเสนอ มักเกิดความโกรธ น้อยใจ ตัดสินใจรับรักประชดเพื่อนซี้ ต่างก็เจ็บปวดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


85. ไม้กระดานให้คนเดินข้าม
ผู้ที่เป็นที่พึ่งให้กับผู้อื่น แต่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนเองได้ ก็เปรียบเสมือนเป็นไม้กระดานให้คนอื่นเดินข้าม แม้ว่าจะสามารถพาผู้คนมากมายไปสู่จุดหมายได้ แต่ตนเองกลับไม่สามารถไปถึงจุดหมายปลายทางนั้น คงเป็นเพียงไม้กระดานที่น่าสงสาร ได้แต่รอวันผุพังเสื่อมสลายไป
สมัยหนึ่งมีพระเถระชื่อว่า พระมหาสิวะ เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกมาก ไม่ว่าท่านจะสอนใครก็ตาม หากผู้นั้นนำไปปฏิบัติ ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงมีศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์อยู่กว่า ๓๐,๐๐๐ รูป มีศิษย์รูปหนึ่ง เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็ระลึกถึงคุณของอาจารย์ว่า ?พระอาจารย์ของเราสอนเก่งอย่างนี้ จะต้องบรรลุคุณวิเศษที่เยี่ยมยอดเป็นแน่? แต่เมื่อลองตรวจดูด้วยญาณ กลับได้รู้ว่าพระอาจารย์ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จึงตรวจลดลงมาดูว่า คงเป็นพระอนาคามี แต่ก็ไม่พบ จึงตรวจลดลงมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รู้ว่าพระอาจารย์ยังไม่ได้บรรลุคุณวิเศษแต่อย่างใดเลย...?พระอาจารย์ของเรายังเป็นปุถุชนอยู่หรือนี่ ! ?
เมื่อทราบอย่างนี้ จึงเกิดความห่วงใยในผู้เป็นอาจารย์ยิ่งนัก เพราะคิดว่าการไม่บรรลุธรรมสักขั้นนั้น เป็นความประมาทในชีวิตอย่างมาก หากว่าก่อนตายมีจิตเศร้าหมอง ตายไปแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย ปัญญาที่ได้จากการเรียนการสอน ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย สมมุติไปเกิดเป็นวัว ก็เป็นได้แค่วัวที่ฉลาดตัวหนึ่งเท่านั้น แต่จะทำประโยชน์อะไรได้จึงเหาะไปหาพระอาจารย์ ทำเป็นว่าจะขอเรียนอนุโมทนากถา เพื่อจะได้มีโอกาสใกล้ชิด และเตือนสติพระอาจารย์ได้
แต่พระอาจารย์กลับตอบว่า ?ไม่ว่าง?
ศิษย์จึงขอว่า ?เรียนในเวลาเย็นก็ได้?
พระอาจารย์ก็ตอบว่า ?เวลาเย็นก็ไม่ว่าง?
ไม่ว่าศิษย์จะขอให้เป็นเวลาใด พระอาจารย์ก็ยังคงตอบว่า ไม่มีเวลาว่างเลย ต้องสอนคณะโน้น คณะนี้อยู่เรื่อยไป
ลูกศิษย์ผู้เป็นพระอรหันต์คิดว่า ต้องเตือนให้พระอาจารย์ได้สติ จึงกล่าวว่า ?พระอาจารย์ผู้ว่างเปล่า ท่านอย่าทำตนให้เป็นผู้ไม่ว่างอยู่เลย ขณะนี้ท่านกำลังประมาท ท่านทำตัวของท่านเหมือนไม้กระดานให้คนเดินข้ามไป เป็นที่พึ่งของคนอื่นมากมาย แต่ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับตนเองได้ จะมีประโยชน์อะไรที่ได้แต่สอนคนอื่น แต่กลับสอนตนเองไม่ได้ ถึงท่านจะแตกฉานในพระไตรปิฎก แต่เมื่อไม่ได้นำมาปฏิบัติ ท่านย่อมจะไม่พ้นอบาย? แล้วศิษย์ผู้นั้น ก็เหาะขึ้นไปต่อหน้าพระอาจารย์
อาจารย์ตกใจและรู้ว่า ผู้ที่มาเตือนสติเรานี้ต้องเป็นพระอรหันต์แน่นอน แต่ก็คิดว่า ?เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก สอนลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมมามากต่อมาก ถ้าปฏิบัติเอง คงไม่เกิน ๓ วัน ต้องได้บรรลุพระอรหันต์เป็นแน่? ท่านจึงเลือกเอา ๓ วันก่อนเข้าพรรษา เพราะคิดว่าเมื่อบรรลุธรรมแล้ว จะได้มาอธิษฐานพรรษาพร้อมกับคณะสงฆ์ ท่านจึงไปปฏิบัติธรรมอยู่ท้ายวัด แต่เมื่อ ๓ วันผ่านไปท่านก็ยังไม่ได้บรรลุอะไรเลย ท่านคิดว่า ?ทฤษฎีกับปฏิบัตินั้นไม่เหมือนกันเลย ฉะนั้นพรรษานี้ เราจะอธิษฐานพรรษาอยู่ท้ายวัดนี้ เวลา ๓ เดือนคงเพียงพอ ที่เราจะบรรลุธรรมเป็นแน่? แต่เมื่อครบ ๓ เดือน ท่านก็ยังไม่บรรลุธรรมอีกเช่นเคย... ท่านจึงเพิ่มความวิริยะ อุตสาหะมากขึ้น ทำความเพียรด้วยอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน และนั่ง แต่ไม่นอน จนกว่าจะบรรลุพระอรหันต์ เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า จนล่วงไป ๓๐ ปี ท่านก็ยังไม่บรรลุธรรมอะไรเช่นเคย
คืนหนึ่งท่านรำพึงถึงโชคชะตาของตน ที่อุตสาห์ทำความเพียรถึงเพียงนี้แล้ว ก็ยังไม่บรรลุธรรมอะไร รู้สึกเสียใจมากถึงกับร้องไห้ออกมา ขณะที่ท่านกำลังร้องไห้ ด้วยความเสียใจอย่างยิ่งนั้น ก็มีเสียงร้องไห้อีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ท่านจึงหยุดชะงัก มองหาที่มาของเสียงนั้น เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
ท่านรู้สึกสงสารยิ่งนัก จึงเข้าไปถามว่า ?เธอเป็นใคร เหตุใดจึงมาร้องไห้อยู่อย่างนี้?
หญิงสาวนั้นตอบว่า ?ฉันเป็นเทพธิดาอยู่ในป่านี้ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก อยากบรรลุธรรมเหลือเกิน คิดว่าการร้องไห้ จะทำให้บรรลุธรรมได้ ฉันจึงมาร้องไห้อยู่อย่างนี้?
พระมหาสิวะกล่าวว่า ?การร้องไห้เป็นเรื่องโง่เขลา ไม่มีทางทำให้บรรลุธรรมได้หรอก การที่จะบรรลุธรรมได้นั้น ต้องปรับศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้สมดุลย์กัน จึงจะทำให้เธอบรรลุ ธรรมได้ ความอยากที่มากเกินนั้นจะทำให้ จิตเจือไปด้วยโลภะ ย่อมไม่สามารถบรรลุธรรมได้เลย?
?เป็นเช่นนั้น จริงหรือท่าน? เทพธิดาถามคล้ายจะย้ำความมั่นใจ
?จริงสิ ถ้าไม่จริง เราจะพูดออกมาได้อย่างไร เธอไม่รู้หรือว่า เราเป็นใคร เราคือพระมหาสิวะ ผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ศิษย์ของเราสำเร็จอรหันต์ไปแล้วมากมาย?
?ขอประทานอภัยด้วยเถิด ที่ฉันไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร มีปัญญาแตกฉานเพียงใด แต่ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ฉันเห็นท่านบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรม ฉันจึงเฝ้าปฏิบัติตามเรื่อยมา และในวันนี้ เมื่อฉันเห็นท่านร้องไห้ ฉันจึงร้องไห้ตาม ฉะนั้นหากการร้องไห้ มิใช่วิถีทางแห่งการบรรลุธรรม ก็ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาทางอื่นต่อไป ในไม่ช้ามรรคผลนิพพานย่อมบังเกิดขึ้นแก่ท่านอย่างแน่นอน?
กล่าวจบ นางก็ก้มกราบแทบเท้าพระมหาสิวะ ด้วยความเลื่อมใส แล้วอันตรธานหายไป พระมหาสิวะจึงทราบว่า การมาปรากฏกายของเทพธิดาน้ำใจงามผู้นี้ ก็เพื่อเตือนสติท่านนั่นเอง
เมื่อได้คิดพิจารณา พระเถระก็มองเห็นว่า เป็นเพราะท่านมีใจทะยานอยาก ตั้งใจมากเกินไป เมื่อไม่ได้ก็เสียใจ สภาพใจไม่เป็นกลางทำให้ไม่อาจบรรลุธรรมอันใดได้ พระเถระจึงได้สติ ประคองความเพียรด้วยอารมณ์สบาย จิตท่านก็ตั้งมั่นในอารมณ์ที่เป็นกุศล เพียงอารมณ์เดียว เกิดปัญญา รู้แจ้ง เห็นแจ้ง บรรลุเป็นพระอรหันต์ ณ ที่นั้นเอง
ย้อนกลับมาดูตัวเราบ้าง เราต่างก็มีชีวิตอยู่ใกล้ธรรมะ อยู่ใกล้วิชาความรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ลองถามตัวเราดูสิว่า เรารักการปฏิบัติธรรมเพียงไร เพราะต่อให้ เราเป็นผู้เชี่ยวชาญพระปริยัติธรรม สามารถแนะนำสั่งสอนผู้อื่นได้แต่เราจะเป็นที่พึ่งให้กับตนเองได้อย่างไร หากเรายังไม่ลงมือปฏิบัติธรรม ในเมื่อเราต่างก็ปรารถนาจะเดินทางไปสู่จุดหมายแห่งความสุขที่แท้จริง แล้วเราจะมัวเพลินศึกษาเพียงความรู้ภาคปริยัติ แต่ละเลยการปฏิบัติธรรม ทำตัวประหนึ่งเป็นเพียงไม้กระดานให้คนเดินข้ามอย่างนั้นหรือ
อย่าประมาทว่า...เราสามารถเข้าถึงธรรมะเมื่อไหร่ก็ได้
อย่าคิดว่า...จะใช้เวลาแค่กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี
แต่สิ่งที่ต้องคิดก็คือ...เวลาในชีวิตของเรานั้น เหลือน้อยลงไปทุกทีแล้ว
(จาก หนังสือ แรงบันดาลใจ ๒ โดย พระมหาสุวิทย์ วิชฺเชสโก ป.ธ. ๙ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี)


86. คุณรับความเครียดได้แค่ไหน
1. พูดโดยรวมแล้ว คุณเป็นคนอืดอาด ชักช้า ...............ใช่ ( ทำต่อข้อ 3 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 2 )
2. หากมีการกำหนดส่งงานภายใน 1 เดือน คุณจะรีบทำจนเสร็จ ..................ใช่ ( ทำต่อข้อ 5 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 6)
3. คนในบ้านคุณทะเลาะกันบ่อย >>>> > > บางครั้งเสียงดังหนวกหูจนคุณแทบบ้า ..........ใช่ ( ทำต่อข้อ 4 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 6 )
4. คุณขยันกว่าใคร ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 8 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 7 )
5. คุณชอบใช้เวลาอยู่กับบ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 9 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 6 )
6. ถึงแม้คุณกำลังยุ่งแต่ถ้าเพื่อนโทรมาหา คุณจะรับสาย .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 9 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 10 )
7. ภายใน 1 สัปดาห์ มี 2 วัน วันที่คุณเข้านอนหลังเที่ยงคืน .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 12 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 11 )
8. คุณชอบร่วมกิจกรรมสังคม .......ใช่ ( ทำต่อข้อ 12 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 7 )
9. คุณคิดว่าชีวิตตนเองสงบ .......ใช่ ( ทำต่อข้อ 13 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 10 )
10. ถ้านัดเพื่อนไว้ พอดีวันนั้นไม่อยากออกจากบ้าน คุณจะโทรเลื่อนวันนัดไหม ..........ใช่ ( ทำต่อข้อ 13 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 14 )
11. ทุกวันคุณต้องกินขนมขบเคี้ยว ....... ใช่ ( ทำต่อข้อ 15 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 14 )
12. คุณต้องฟังคำสั่งคนอื่นบ่อยๆ .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 16 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 15 )
13. คุณชอบออกกำลังกาย ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 17 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 18 )
14. หากชอบใครสักคน คุณจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นพูดคุยก่อน .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 13 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 18 )
15. คุณมีอาชีพเสริมไหม ...............ใช่ ( ทำต่อข้อ 20 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 19 )
16. เพราะถูกกดดัน คุณจึงทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 20 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 15 )
17. คุณรู้สึกพอใจกับท่าทีเปิดเผยของคุณ .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 21 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 22 )
18. คุณบอกความลับกับเพื่อน แต่บางครั้งเพื่อนกลับปากโป้งเปิดเผยความลับของคุณ ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 19 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 17 )
19. คุณมีห้องนอนเป็นของตนเอง ......ใช่ ( ทำต่อข้อ 22 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 23 )
20. คุณมีเวลาดูทีวี 2 ชั่วโมงต่อวัน .......ใช่ ( ทำต่อข้อ 24) ไม่ใช่ (ทำต่อข้อ 27 )
21. ถ้ามีคนสบประมาท คุณจะโกรธมาก ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 28 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 25 )
22. คุณเขียนบันทึกเรื่องราวประจำวัน ........ใช่ ( ทำต่อข้อ 21 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 28 )
23. ไม่ว่ามีเสียงรบกวนแค่ไหนคุณยังมีสมาธิในการทำงาน ......ใช่ ( ทำต่อข้อ 28 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 20 )
24. ห้องนอนคุณรกเหมือนรังหนู .........ใช่ ( คุณเป็นคนประเภท D ) ไม่ใช่ (คุณเป็นคนประเภท C )
25. คุณมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งไว้คอยระบายปัญหาคับข้องใจ ......ใช่ (คุณเป็นคนประเภท A ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 26 )
26. คุณเคยมีเรื่องกังวลใจอย่างหนึ่งจนนอนไม่หลับ ทั้งที่เรื่องนั้นอยู่นอกเหนือความสามารถของคุณ ........ใช่ ( คุณเป็นคนประเภท B ) ไม่ใช่ (คุณเป็นคนประเภท A)
27. งานของคุณต้องการความมีระเบียบวินัย .........ใช่ ( ทำต่อข้อ 28 ) ไม่ใช่ ( ทำต่อข้อ 24 )
28. หากคะแนนความมั่นใจเต็ม 10 คุณคิดว่าตัวเองจะไม่น้อยกว่า 5 ........ใช่ ( คุณเป็นคนประเภท C ) ไม่ใช่ (คุณเป็นคนประเภท B)
คนประเภท A วางตัวสะบายๆ คุณจะรู้สึกว่าทุกอย่างจัดการได้ เมื่อผจญวิกฤตการณ์ คุณไม่เคยสับสนหรือผิดพลาด รู้จักควบคุมตัวเอง บางครั้งจึงดูอึดอาดไปบ้าง คุณมีความกดดันแต่พอเหมาะ เพื่อผลักดันตนเองไปสู่ความสำเร็จ ว่าแต่ว่าคุณอย่าตั้งเป้าหมายไว้ต่ำเกินไปแล้วกัน
คนประเภท B ปล่อยวางได้ การรับมือกับความเครียดกำลังดี มั่นใจและเชื่อการตัดสินใจของตนเอง รู้ว่าต้องมีช่องว่างให้ตัวเองเพื่อผ่อนคลาย รักษาความสมดุลอารมณ์ให้ดี อย่าให้เกิดความเครียดแบบไร้สาระ แค่นี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว
คนประเภท C เครียดจัด คุณรู้สึกท้อแท้กับแบบทดสอบนี้ไหม และสังเกตบ้างหรือเปล่าก่อนจะฟังความ คิดเห็นของผู้อื่นคุณกล้าแสดงความเห็นขนาดไหน ความกดดันต่างๆในใจของคุณมาจากความไม่เชื่อมั่นตนเอง คุณควรจัดการชีวิตให้เป็นและแก้ไข สถานการณ์เฉพาะหน้าให้ได้ คำแนะนำคือ ก่อนอื่นจัดการภาระวุ่นวายให้เสร็จ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง ถ้าอยากพักผ่อนก็ควรพัก แล้วคุณจะรู้ว่าคุณสามารถกุมชะตาชีวิตตัวเองไว้ได้
คนประเภท D สัญญาณขอความช่วยเหลือ ความเครียดของคุณมากจนสมองจะระเบิด ต้องหยุดกดดันตัวเองบ้าง ชีวิตมีเรื่องราวให้ทำมากก็จริงอยู่ แต่คุณเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา มีแค่ 2 มือ 2 ขาเท่านั้น หากมีกิจกรรมสังคมมากไป ก็เพลาๆลงบ้าง เลือกทำแต่ที่มีประโยชน์ไร้สาระก็ควรตัดไปบ้าง หาเวลาว่างให้ตัวเองผ่อนคลายความเครียด ความกดดันจะค่อยๆมลายหายไปเอง


87. หยุดสักนิดก่อนคิดรักใคร..
มาเริ่มต้นคำคม แบบบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจกันเลยดีกว่า ยาขอบท่านเขียนไว้ในหนังสือชื่อ ความรักว่า
"คนที่เรารัก อาจไม่ใช่คนที่เราครอบครอง คนที่เราได้ครอบครอง อาจไม่ใช่คนที่เรารัก"
แค่นี้ต้องให้แปลไทยเป็นไทยไหม ท่านว่าเรื่องของความรักนั้น มันเกิดกับมนุษย์สองคนก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า "รัก" หนนั้นจะประสบความสำเร็จ เสมอไป หลายหนหลายครั้งที่คนเรารักกันแล้ววืด หรือ "ก้าวพลาดจนเผลอตกบันได" เพราะมีปัจจัยเสริมหลายอย่าง ทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้.... ทั้งที่ใจนั้น อาจรักกัน ปานจะกลืน แต่อนิจจา เขาดันมีคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว เหตุนี้เมื่อเวลาเราจะเลือกคู่ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเรารักใคร แต่ในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่า เป็นไปไม่ได้ ทำให้เราต้องไปเลือกคนอื่นมาอยู่ด้วย เรียกว่า ผิดฝา ผิดตัว ก็เลยทำให้เกิด อารัมภบท ของยาขอบ ข้างต้นขึ้นมานั่นไง
เมอร์ลินว่า หลายคู่หากลงเอยกันทำนองนี้ ขอให้อย่าคิดอะไรมาก คิดซะว่า รักมันก็เป็นเช่นนี้เอง คือแม้เราไม่สมหวังในรัก แต่ก็ยังมีคนที่มารักเราอยู่ แบบนี้ก็น่าจะพอใจแล้ว ใช่ไหม
ต่อไปเป็นของคุณ ออสการ์ วาย นักเขียนชั้นบรมครูจากอังกฤษ แม้ท่านจะเป็นเกย์ แต่กลับพูดถึงความรักไว้น่าสนใจว่า
"ผู้ชายจะเลือกรักแรกของผู้หญิง แต่ผู้หญิงมักเลือกรักสุดท้ายของผู้ชาย"
เป็นไงล่ะ นี่ขนาดคุณออสการ์เธอเขียนไว้หลายสิบปีแล้ว แต่ยังปรากฏว่า คำพูดยังดำรงความจริง ชนิดไม่ค่อยจะเปลี่ยนสักเท่าไหร่ ท่านว่า ผู้หญิงมักจะมั่นคงต่อความรัก ในขณะที่ผู้ชายจะเรื่อยๆ มาเรียงๆ หนำซ้ำ บุรุษเพศน่ะ มักเอาเปรียบผู้หญิงในเรื่องสัมพันธ์สวาทเสมอ เห็นไหมว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ นิยมชมชอบผู้หญิง ที่ยังหวงแหนพรหมจารี เอาไว้ให้เขาแต่เพียงผู้เดียวเสมอ ขณะที่ฝ่ายหญิงก็ไม่รู้เป็นไง ยอมอ่อนข้อ และไม่เห็นว่า ผู้ชายที่ตัวเองรัก จะต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องสักเท่าไหร่เลย แต่ข้อสำคัญของผู้หญิงคือ ขอให้ชายหนุ่มคนนั้นมารักฉันจริงก็แล้วกัน เพราะเธอจะยกให้หมดทั้งตัว และหัวใจทีเดียวเชียวนะ นอกจากนี้ ความรักของผู้หญิง ก็ไม่ต้องพึ่งพายาไวอากร้าเสียด้วย เพราะอะไรรู้ไหม? ก็เพราะเมื่อผู้หญิงตกลงปลงใจที่จะรักใครแล้ว เธอก็จะรักเลย (บางคนอาจเลยเถิดไปเสียด้วยซ้ำ) ทำให้แม้แต่เรื่องเพศสัมพันธ์เธอก็จะมองว่า เป็นหัวข้ออันดับรองๆ ของชีวิตคู่ด้วยซ้ำ...ไม่เชื่อก็ลองถามเพื่อนสาวของคุณๆ ดูสิว่า ถ้าเธอไม่มีเซ็กซ์กับแฟนแล้วเธอจะยังรักเขาอยู่ไหม?
ต่อไปเป็นคำแหลมคมของนักคิดนิรนามบอกเอาไว้น่าฟังว่า
"การมีชีวิตอยู่คนเดียวในโลกไม่ต้องใช้ฝีมือ แต่การมีชีวิตคู่ต่างหากล่ะที่ถือว่า เป็นพัฒนาการในด้านจิตใจ"
ก็จริงของเขานะที่ว่า การมีชีวิตโสดน่ะ ไม่เห็นต้องใช้ฝีมือในการดำรงชีวิตอย่างไรเลยเพราะเราอยู่ตัวคนเดียว ทำอะไรคนเดียว จะต้องไปแคร์ใคร ให้มันยุ่งยาก ทว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ที่คุณไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่เกิดมีใครสักคนมาอยู่ด้วยเป็น "สองเรา" นี่สิ คุณคิดหรือว่า การดำเนินชีวิต มันจะง่ายเหมือนเมื่อครั้งที่ต้องอยู่คนเดียว ตามลำพัง...น่าคิดนะจ๊ะข้อนี้
ถัดมาบอกไว้ว่า "อย่าแต่งงานเพื่อหนีความเหงา และความว้าเหว่ (เลยแม่คุณเอ๋ย) เพราะถ้าแต่งงานไป (แล้วเกิดไปกันไม่ได้จริง) คุณจะยิ่งเหงาและว้าเหว่หนักขึ้น" ขอทิ้งทวนแต่ไม่ทิ้งท้าย เอาไว้ว่า "การเลือกคู่ครองที่ดี คือการมองอนาคตของกันและกัน" เพราะอย่างว่า "ความรัก" ควรมีพัฒนาการ ส่วนจะเป็นการก้าวกระโดดไปในทางที่ดี หรือร้าย ก็ขึ้นอยู่กับนักรักมืออาชีพอย่างคุณๆ ทั้งหลายนั่นแหละ
ส่วนคำคมอมตะที่เมอร์ลินชอบสุด ท่านว่า The supreme happiness of life is conviction that we are loved = ความสุขสูงสุดของชีวิต คือการแน่ใจว่า เรามีคนรักอยู่ ซึ้งไม่ซึ้ง ก็ไม่รู้ล่ะ แต่เราชอบจังเลย. "เมอร์ลิน"


88. Something About Love
"เขา" เป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ยังคงวิ่งไล่ตามความฝัน....และยังคงค้นหาตัวเอง "เขา" เป็นเหมือนกับผู้ชายทั่วๆไป ไม่อ่อนหวานแต่อ่อนไหว...ไม่แข็งแรงแต่แข็งกระด้าง แสดงออกในสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของจิตใจ ไม่พูดคำว่ารัก ไม่เคยแสดงออกว่า "เขา" รัก "เธอ" สิ่งเดียวที่เขามีให้อย่างเสมอต้นเสมอปลายก็คือสายตา...และความจริงใจ "เขา" คิดว่ามันน่าจะเพียงพอแล้ว... และ "เธอ" ก็คงจะคิดเช่นเดียวกับ "เขา" ทุกครั้งที่ "เขา" คิดถึงก็มักจะพูดแต่เพียงว่า "ก็แค่อยากคุยด้วย" มันคงจะดีกว่านี้ถ้า "เขา" กล้าที่จะยอมรับกับความต้องการของหัวใจตนเอง
"เธอ" เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ต้องการใครสักคน...คนที่ "เธอ" รัก และเป็นคนที่รัก "เธอ" "เธอ" ยังคงเชื่อมั่นและศรัทธาในความรัก และหวังว่าสักวันจะต้องเจอคนที่เกิดมากันและกัน "เธอ" มักจะวางตัวนิ่งๆเฉยๆ เมื่ออยู่กับ "เขา" ไม่เคยบอกว่ารู้สึกเช่นไร...สิ่งเดียวที่ "เธอ" ทำได้และทำเสมอมาคือการรอ รอให้ "เขา" เปิดโอกาสให้กับ "เธอ" และกับตัว "เขา" เอง รอสักวันที่ "คนทั้งคู่" เปิดหัวใจให้แก่กันและกัน "เธอ" หวังไว้เช่นนั้น.. หากแต่ "เธอ" เองก็ไม่เคยบอกเช่นกันว่าคิดถึง "เขา" มากมายเพียงไร สิ่งที่ "เธอ" มักจะย้ำตลอดเวลา "รักษาสุขภาพมาก ๆ " มันคงจะดีกว่านี้ถ้า "เธอ" จริงใจกับความรู้สึกของหัวใจเธอเอง
เรื่องของคนทั้งคู่นี้...ไม่มีตอนจบ...เพราะไม่มีตอนเริ่มต้น..ทั้งคู่ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น พบเจอกันเพื่อความสุขใจ...และเก็บเกี่ยวความรู้สึกดี ๆ เอาไว้ แต่ทั้งคู่ไม่สามารถจะรับรู้ถึงความรักที่ต่างคนมีให้กันได้ เพราะต่างคนต่างแอบซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ได้โปรดรับรู้ไว้เถิดว่า
มนุษย์...มีตาไว้ดู....มีหูไว้ฟัง มีหัวใจ.....เอาไว้รู้จักความรัก ความรักที่ไม่สามารถแสดงให้หัวใจอีกดวงได้รับรู้ ก็เป็นแค่ความรู้สึกที่สูญเปล่า...เป็นความรักที่ไร้ค่า อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป..จนไม่มีโอกาสที่จะแสดงความรัก เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักคือชีวิต และชีวิตก็สถิตอยู่ในหัวใจ


89. คนใกล้ตัวคุณเป็นเกย์หรือป่าว...!!!!!!!
จากกองพิสูจน์หลักฐาน สมัยนี้ถ้าลองสังเกตุให้ดีในสังคมจะพบว่า มีชายไม่จริง หญิงไม่แท้จํานวนมาก อาจจะเป็นเพราะว่าสังคมเราเปิดการยอมรับมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีหลายคน ที่พยายามต่อต้านการออกมาเลี้ยงร้องสิทธิของเพศที่สาม ถ้าแต่ละคนลองคิดให้ดี จะพบว่าการที่เราให้สิทธิแก่พวกเขานั้นจะดี เพราะทําให้พวกเขากล้าเปิดเผยตัว และไม่ต้องแอบอีกต่อไป และนอกจากนั้นแล้วยังลดจํานวนของผู้หญิงหรือผู้ชายที่ไม่รู้แล้วต้องไปแต่งงานกับเพศที่สามเข้า คุณลองคิดดูว่าเหยื่อเหล่านั้จะรู้สึกเช่นไร ถ้ามารู้หลังจากที่แต่งงานแล้วว่าสามีหรือภรรยาของตนเป็นพวกที่นิยมไม้ป่าเดียวกัน ข้อมูลต่างๆได้แปลมาจากเอกสารทางการแพทย์ของอเมริกาซึ่งได้ใช้หลักสถิติและวิจัยมาเป็นเวลานาน
ผู้ชายที่เป็นเกย์นั้น มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
พิถีพิถันในการแต่งกาย
ชอบใส่เสื้อผ้าที่รัดรูป
ชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะ ฟิตเนส วอลเลย์บอล แบดมินตัน (ใครเอ่ย ?? ชอบเล่น) อเมริกันฟุตบอลและสกี โดย พยายามทําร่างกายให้บึกบึนขึ้นซึ่งร้อยละ 80 ของผู้ชายที่เข้าฟิตเนสจะเป็นเกย์
มักอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่เป็นผู้หญิงมากกว่าเพื่อผู้ชาย บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก หรือไม่สนิทสนมกับบิดา สังเกตุได้จากการที่เขาจะพูดถึงแต่มารดาเสียส่วนใหญ่
มีการพูดจาที่ไพเราะเกินไปคล้ายๆผู้หญิง เช่น จ๊ะ จ๋า คะ คา
พยายามทําตัวเองให้วุ่นกับงานเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการไม่แต่งงาน
มีพี่น้องส่วนมากเป็นผู้ชาย เป็นลูกชายคนเล็ก หรือลูกคนกลาง
มีอาชีพ แพทย์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หมอฟัน เภสัช และครู
มีวันเกิดในเดือน มกราคม มิถุนายน และ ตุลาคม วันเกิดสองหลักรวมกันได้เลข 5,7
ชอบใส่ชุดลําลอง (เช่น กางเกงขาสั้น เสื้อกั๊ก รองเท้าแตะแบบรัดส้น เสื้อโปโล และหมวกในบางครั้ง) เวลาออกไปข้างนอกในเวลาว่าง
ปากเล็ก จมูกโด่ง
พยายามทําตัวคล่องแคล่ว เช่น พูดจาเร็ว เดินเร็ว ไม่อยู่นิ่ง
มีความสนใจด้านภาษาศาสตร์ วรรณกรรม
ทําตัวเป็นคนมีความลับบ่อยๆ
ชอบทานเบเกอร์รี่ เช่น เค้ก และ พาย
สนใจสุขภาพเป็นพิเศษเช่น ทานวิตามินเสริม ใช้เครื่องสําอาง
ข้อที่เด่นที่สุดสําหรับการสังเกตุคนที่เป็นเกย์คือ คนที่ชอบเข้าฟิตเนส เพื่อพัฒนาให้รูปร่างบึกบึนขึ้น ถ้าคุณลองเข้าไปที่ฟิตเนส แล้วลองสังเกตุผู้ชายดู คุณจะรู้ว่ามีเกย์มากแค่ไหน รับรองว่ามากจริงๆ หรืออีกวิธีหนึ่งที่สังเกตุว่าแฟนคุณเป็นเกย์หรือไม่ ก็ลองหาเพื่อคุณที่เป็นเกย์ให้ไปมองแฟนคุณ แล้วเชื่อได้เลยว่า ร้อยละ เก้าสิบเก้า นั้น เพื่อนคุณที่เป็นเกย์สามารถบอกได้แน่นอนว่าแฟนคุณเป็นเกย์หรือไม่ เพราะพวกที่เป็นเกย์ต้วยกันจะมีเรดาร์พิเศษที่มองพวกเดียวกันเองออก เข้าตําราที่ว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ยังไงก่อนตัดสินใจแต่งงานกับใครสักคนก็ลองทดสอบดูก่อนเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาร้องไห้ภายหลัง


90. Yahoo
Yahoo=Yet Another Hierarchical Officious Oracle
รายละเอียดอ่านเพิ่มได้จาก http://docs.yahoo.com/info/misc/history.html


91. มือใหม่หัดเดท
สำหรับสาวๆ ที่กำลังจะมีเดทกับชายหนุ่มแล้วหล่ะก้อ... นี่คงเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเพื่อนๆ นะครับ...
เนื่องจากเราได้ชายหนุ่ม ซึ่งเป็นปุถุชน พูดจาดีมีศีล 5 มาคนหนึ่งแล้ว เขาจะเป็นโรคช่างหมั่นโทรมาหาเราบ่อยๆ จนคิดว่า บุพการีมันต้องมีหุ้นส่วนในองค์การโทรศัพท์แน่ๆ และโทรมาแต่ละครั้งนั้น ก็จะพูดจาจนมดเลี่ยนตาย เช่น " จ๊ะจ๋า..." อะไรประมาณเนี้ยทำให้เริ่มแน่ใจอีกอย่างว่า นอกจากจะมีหุ้นในองค์การโทรศัพท์แล้ว ยังมีอาชีพเก็บน้ำหวานขายเป็นอาชีพเสริม... เหตุการณ์อย่างนี้ศัพท์ทางการแพทย์เรียกว่า "ผู้ชายโทรมาจีบ " แต่อย่าตกใจไป เขาไม่ได้โทรมาขายประกัน แต่เขาจะโทรมาขอความรักต่างหาก เค้าจะโทรมาวันละหลายๆครั้ง ถามสารทุกข์สุขดิบ รายงานว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือบางทีอาจจะรายงานสภาพการจราจร จนถึงจุดหนึ่งแล้วเค้าจะชวนเราไปออกเดท...
หลายคนอาจดีใจมาก ไม่คิดว่า เกิดมาชาตินี้จะได้ออกเดท แต่ขอให้เก็บอาการไว้นิดส์นึง อาจจะต้องตอบปฏิเสธไปก่อนเพื่อนให้ตัวเอง มีค่าเช่น
"จะดีหรือคุณ......เราพึ่งรู้จักกันนะ" หรือ
"ฉันคงติดประชุมสมาคมผู้ค้าส่งสุกรส่งออกค่ะ"
แต่หากใครปฏิเสธไม่ได้ ผมขอแนะนำให้เจอกันครึ่งทางคือ การไปออกเดทรอบ Preview ก่อน อาจจะเป็นเซเว่นหน้าปากซอย ไปเดินป้อนบิ๊กเปาหน้าเคาท์เตอร์ แคชเชียร์ เอา Foot Long มาไล่ตีกัน
เหอะๆ..กระหนุงกระหนิง
การไปเดทรอบ Preview นั้น ก็ถือเป็นการทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจไปซัก 2-3 รอบ ถ้าถูกใจค่อยออกไปเดทรอบจริง......
แต่ทีนี้ก็มาถึงวันสำคัญ สำหรับมือใหม่หัดเดท ก่อนออกจากบ้านอาจจะรู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจ
เหมือนขาดผ้าอนามัยในวันมามาก เสื้อผ้าอาจจะเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก ยิ่งกว่านางแบบหลังแคทวอล์ก หรือถ้าไม่ดีขึ้น อาจจะลองไปวิ่งรอบวงเวียนใหญ่แบบทวนเข็มนาฬิกาสัก 7 รอบ จะหายตื่นเต้นเป็นปลิดทิ้ง (กลายเป็นเหนื่อยแทน)
การออกเดทแบบ Basic คือต้องไปดูหนังโรแมนติกถึงโรแมนติกคอมเมดี้เป็นอย่างต่ำ เช่น Notting Hill หรือเถี่ยนมีมี่เวลาดูจะได้ซ้ำอินไปกับหนัง ฉากที่พระเอกสารภาพรักกับเพื่อนนังอิจฉาในหนังก็สวีทกันไป มือของเราทั้ง 2 ก็มาสัมผัสกันโดยบังเอิญในถุงป๊อปคอร์น กระแสไฟฟ้าสถิตย์ก็สปาร์คขึ้น เราทั้งคู่ชักมือออกจากถุงพร้อมกัน ป๊อปคอร์นกระจายเต็มพื้น ตาประสานกันและยิ้มให้กันโดยมิได้นัดหมาย ตอนนี้แหละ โรแม้นสุดๆ กรุณาค้างไว้นานๆ ห้ามก้มเก็บป๊อปคอร์นที่ตกพื้นขึ้นมากินเด็ดขาด เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเราไร้อารยธรรม พอออกจากโรงหนังถ้าเค้าถือโอกาสจับมือเรา อย่าพึ่งให้เค้าจับนะครับ เดี๋ยวสื่อมวลชนจะลงข่าว หาว่าเราใจง่าย บอกกับเค้าว่าเราเพิ่งรู้จักกันอย่าพึ่งจับมือเลย ถ้าเค้าเป็นคนไม่ใช่กระบือพูดดีๆ มีเหตุผลก็น่าจะเข้าใจ แต่ถ้าพูดไม่ฟังแนะนำให้คลุกวงใน แล้วตีเข่าสั่งสอนได้เลย และตามด้วยหนุมานถวายแหวน จะทำให้พูดง่ายขึ้น 3 %
ดูหนังเสร็จก็ต้องกินข้าว ขอแนะนำให้กินอาหารที่กินง่ายๆ อย่ากินอาหารที่กินยาก ยิ่งพวกปะหมี่อะไรพวกเนี้ย ลืมไปได้เลย ลองคิดดูสิ ถ้าชวนกันไปกินชายสี่หมี่เกี๊ยวจะเป็นไง โอโห....นั่งดูดบะหมี่น้ำซุปกระจาย หากดูดแรงไปจะทำให้เส้นบะหมี่ไปฟาดหน้าเค้า เสียโฉมขึ้นมาล่ะแย่เลย
อีกอย่าง ก๋วยเตี๋ยวจะมีส่วนผสมของผักชีต้นหอม กินเสร็จก็มักจะติดฟัน แต่ถ้าหากใครที่ติดก๋วยเตี๋ยวมากต้องกินเป็นสรณะ ผมก็มีวิธีมาแนะนำ "กินอย่างไรให้สวย" ขั้นแรกต้องสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำ เส้นอะไรก็ได้แล้วแต่ชอบ อันนี้ไม่บังคับ วิธีกินให้คีบก๋วยเตี๋ยวใส่ช้อนทีละประมาณ 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วค่อยๆประคองเข้าปากนั่นแหละ...อ้ำทีละคำ 2 คำ สลับกับตักน้ำซุปแก้ติดคอ แต่เดี๋ยวก่อน ! น้ำซุปอย่าพึ่งซดหมดนะครับ... เหลือติดชามไว้สัก 7 ลูกบาศก์เซนติเมตร เอาไว้กลั้วปากป้องกันผักติดฟัน
แค่นี้เอง
หลังจากเที่ยวกันหนำใจแล้ว ก็ควรรีบกลับบ้าน เด็กดีปี 2000 ไม่ควรกลับบ้านดึกนะครับ เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง แน่นอนเค้า ต้องมาส่งเราถึงหน้าบ้าน (แต่ถ้าเค้าทำท่าทางเป็นอิดออด เราก็จำเป็นต้องใช้เสน่ห์หญิงสาว 300 เล่มเกวียน หลอกล่อให้เค้ามาส่งจนได้ เพราะเป็นหญิงสาวไม่ควรกลับบ้านคนเดียว)
ก่อนลงจากรถควรมีคำพูดดีๆ พูดกับเขาให้ประทับใจไปจนชั่วลูกชั่วหลาน เช่น
"เดี๊ยนไม่ เคยสุดเหวี่ยงอย่างนี้มาก่อนเลยค่ะ" หรือ
"คุณค่ะ...บ้านฉันอยู่อีกซอยค่ะ"
เพียงเท่านี้เองก็จบวันแรกสำหรับมือใหม่หัดเดทแล้วนะคก็ได้นะครับ....^_^

 

 

นานาสาระ