สุขศึกษา

หน้า  l  1 l  2  l

27. โรคฮีทสโตรค (Heat Stroke)
โรคนี้เกิดจากการสูญเสียน้ำในร่างกายไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้อวัยวะภายในหยุดการทำงาน และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งคนทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ โดยเฉพาะคนที่ต้องออกไปเผชิญกับอากาศร้อนๆ ในช่วงนี้
โดยปกติร่างกายจะใช้เหงื่อและปัสสาวะเป็นตัวปรับอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในสมดุลย์ โดยในช่วงที่อากาศร้อนมากๆ ร่างกายจะเกิดการคายความร้อนออกมาพร้อมกับน้ำในรูปของเหงื่อ ซึ่งพร้อมกับการสูญเสียน้ำออกไปก็จะมีการชดเชยด้วยการที่สมองจะสั่งให้เกิดความรู้สึกหิวน้ำขึ้นมา กลไกสั่งการนี้จะใช้ระดับความเข้มข้นของเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเสียน้ำเป็นตัวส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อสร้างความรู้สึกหิวน้ำให้เกิดขึ้น
แต่สำหรับคนที่เกิดอาการของโรคนี้ ร่างกายไม่เพียงแต่ขับน้ำออกไปพร้อมกับเหงื่อเท่านั้น ยังสูญเสียเกลือแร่ออกไปพร้อมกับน้ำด้วย เพราะฉะนั้นสมองจะไม่มีทางรู้เลยว่าร่างกายเกิดการขาดน้ำ
(เนื่องจากระดับความเข้มข้นของเลือดไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว
?สายเกินไป? ในความหมายนี้ก็คือ เมื่อร่างกายมีการเสียน้ำมากเกินไป ปริมาณเลือดจะลดลงจนไม่อาจไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างทั่วถึง (โดยเฉพาะสมอง) ร่างกายจะไม่ยอมให้เกิดการสูญเสียน้ำอีก โดยต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานทันที ซึ่งแม้จะหยุดการเสียน้ำได้ แต่ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ ความร้อนที่ไม่สามารถระบายออกไปได้ จะทำให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เปรียบเหมือนกับหม้อความดันที่กำลังเดือดบนเตา ผลก็คือ อวัยวะภายในต่างๆ ตั้งแต่ หัวใจ ปอด ตับ ม้าม แม้กระทั่งสมอง จะเกิดอาการ ?สุก? จากความร้อน และหยุดการทำงานหรือทำงานผิดปกติ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น การรักษาจะทำได้ยากมาก และส่วนใหญ่จะเสียชีวิต
สำหรับคนที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นฮีทสโตรคนั้น น.พ.สุรจิต สุนทรธรรม ผู้ซึ่งวิจัยถึงความเสี่ยงจากการทำงานในภาค อุตสาหกรรมนอกระบบ (SMEs) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กลับบอกว่าไม่ใช่คนกลุ่มที่ต้องเผชิญกับความร้อนและการสูญเสียน้ำเป็นประจำ เช่น ผู้ใช้แรงงาน หรือเกษตรกร หากแต่เป็น ?คนเมือง? ที่ต้องมาเจอสภาพเสี่ยงต่อโรคอย่างกะทันหัน
ในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ที่ต้องเจอแดดแรงๆ อยู่เป็นประจำ ร่างกายจะเกิดการปรับตัวจนสามารถรักษาเกลือแร่ไม่ให้สูญเสียไปพร้อมกับเหงื่อได้ ขณะที่พวกคนในห้องแอร์ ตั้งแต่สาวห้าง ผู้จัดการไปจนถึงคนแก่และเด็กเล็กๆ ที่ต้องออกไปเจอแดดแรงๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากคือ ?ทหารเกณฑ์รุ่นใหม่? ที่ต้องรับสภาพการฝึกกลางแดด ล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายไม่เคยปรับตัวกับสภาพที่ต้องเสียน้ำมากๆ มาก่อน
แต่ไม่ว่า ฮีทสโตรค จะเป็นโรคที่เกิดกับคนทุกเพศทุกวัย โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า และทำให้ถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การป้องกันกลับเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ หากส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ นั่นก็คือ ?การออกกำลังกาย?
?หลักก็คือ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยอาทิตย์ละ ๓ ครั้ง ครั้งละครึ่งชั่วโมง ซึ่งหากเริ่มทำต่อเนื่องกันเพียง 2 อาทิตย์ ร่างกายก็จะเกิดภูมิคุ้มกันโรคนี้เกิดขึ้นมาเอง และถ้าออกกำลังกายเป็นประจำรับรองว่าคุณจะไม่มีวันเป็นโรคนี้อย่างแน่นอน? ซึ่งวิธีการนี้เราได้นำไปใช้กับ ?ทหารเกณฑ์ผลัดใหม่? ของกองทัพบก ที่จะไม่ให้ไปเจอกับแดดแรงๆ ทันที และใช้การออกกำลังกายในช่วงเช้าและบ่ายในช่วง ๒ อาทิตย์แรกของการฝึกเพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัวก่อน ซึ่งจากการทำเช่นนี้ นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ กองทัพบกไม่เคยมีกรณีทหารเกณฑ์เสียชีวิตด้วยโรคนี้อีกเลย ทั้งที่ย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๓๖ มียอดเสียชีวิตจากกรณีนี้สูงถึง ๕๑ ราย
นอกจากนี้คำแนะนำอีกข้อสำหรับสำหรับคนที่ไม่เคยเจอแดดแรงๆ หากจำเป็นต้องออกกลางแจ้งจริงๆ เช่น ไปเที่ยวชายทะเลในช่วงสงกรานต์นี้ น.พ.สุรจิต แนะนำเพิ่มเติมว่า ให้ดื่มน้ำก่อนอย่างน้อย 2 แก้ว และให้ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าปกติ แม้ว่าจะไม่หิวน้ำก็ตาม โรคนี้ดูเหมือนอันตราย แต่จริงๆ แล้วป้องกันได้ง่ายมาก ซึ่งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นยาตัวเดียวที่ป้องกันโรคนี้ได้ 100 เปอร์เซนต์?


28. อาหารทิพย์
หมอที่โรงพยาบาลอบรมว่าทุกคนต้องกินอาหารเช้าให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้หลากหลาย เพราะ เมื่อร่างกายไม่มีพลังงานจากอาหารเช้าไปใช้ ร่างกายจะดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมา (ไม่ใช่ไขมัน - ไขมันยังอยู่เหมือนเดิม) ซึ่งภายใต้กระบวนการนี้จะเกิดกรดชนิดหนึ่งออกมาด้วย ซึ่งการที่เราบอกว่าไม่กิน ข้าวเช้าก็ยังทำงานได้เป็นปกติมาตั้งหลายปีแล้ว นั่นคือร่างกายได้นำเอากรดที่เกิดขึ้นมาใช้แทนพลังงานทุกวัน เราจึงทำงานโดยใช้กรดแทนพลังงาน และเมื่อร่างกายต้องผลิตกรดออก มาบ่อยๆ พออายุมากขึ้นเราก็จะเป็นโรคตามมาหลายอย่างนอกจากนี้เรารู้หรือไม่ว่า...
ใดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เราผลิตสารพิษอยู่ภายในร่างกายตลอดเวลา เป็นขยะเหมือนรถที่เมื่อเติมน้ำมันเข้าไปแล้วก็จะมีควันออกมา ภาษาทางการแพทย์เขาเรียกขยะในร่างกาย นี้ว่า...สารอนุมูลอิสระ (oxidant) เกิดจากการ สันดาปพลังงานของร่างกาย แล้วคายของเสียออกมา (ไม่ใช่อุจจาระ คนละแบบ)
นอกจากนี้ร่างกายจะเร่งผลิตสารอนุมูลอิสระอีก ก็ต่อเมื่อเวลาเราเครียดหรือต้องทำงานหนัก ใช้สมองประกอบกับเจอมลภาวะต่างๆ สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ อุปนิสัยการดื่มสุราสูบบุหรี่ ก็ยิ่งเป็นตัว สร้างให้เกิดสารพิษนี้มาก
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตอนกลางคืนเป็นหนทาง และเวลาสำคัญที่... ร่างกายจะสร้างสารต่อต้านสารอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ขึ้นเพื่อกำจัดสารอนุมูลอิสระที่เกิดตอนกลางวัน การนอนให้เพียงพอและ หลับสนิทจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะการกำจัดของเสีย แต่ยังช่วยให้เม็ดเลือดแดงของคนเราแข็งแรง และสร้างฮอร์โมนเพศทำให้ร่างกายสมบูรณ์ มีน้ำมีนวล
คุณหมอเอาภาพขยายเม็ดเลือดแดงของผู้จัดการชายอายุ 35 คนหนึ่งซึ่งเป็นคนไข้มาให้ดู เปรียบเทียบ กัน 2ภาพ ผู้ชายคนนี้เหมือน มนุษย์งานทั่วไป ทำงานหนัก เครียด และขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ ปรากฏว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงของเขามีลักษณะเป็นก้อนขยุกขยุย ไม่เป็นรูปทรงกลมเหมือนกลุ่มเม็ดเลือดแดงที่ควรเป็นเกิดความผิดปกติ
เนื่องจากสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจำนวนมากไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกาย ซึ่งก็จะนำมาซึ่งโรคร้ายจำนวนมากอย่างที่คนไทยกำลังนิยมอยู่
จงจำไว้ว่า
1. ทานอาหารเช้าแบบราชา อาหารกลางวันพอประมาณ และ อาหารเย็นแบบยาจก (หลีกเลี่ยงไขมัน และของหวาน)
2. ออกกำลังกายให้ได้วันละอย่างน้อย 30-40 นาที 20 นาทีแรก ร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต 10-20 นาทีต่อมา ร่างกายจึงจะค่อย เผาผลาญไขมัน
3. นอนหลับ (หรือหลับนอน) ให้เพียงพอ
4 รับแสงแดด ช่วง 8.00-9.00 ซึ่งมี UV ที่เป็นประโยชน์
5. พยายามเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการหัวเราะ ขำขัน ถ้าบ้าได้ก็ดี ชีวีจะเป็นสุข


29. หมอจีนแนะนำ
เมื่อวานไปฟังคุณพ่อของคุณนุสบาที่ตึกช้างมา ได้ความรู้มาเพียบเลยจะเล่าให้ฟังน่ะจ๊ะ ก่อนอื่นต้องเกริ่นก่อนว่า พ่อคุณนุสเขาเป็นนายแพทย์มากว่า 21 ปีแล้ว มีลูกศิษย์ที่เป็นหมอเยอะมาก และพ่อพี่นุสก็เป็นอาจารย์หมอด้วยหล่ะ อาจารย์แกไปบรรยายตามสถานพยาบาลเลยน่ะ แพทย์ที่ฟังก็ไม่ได้คัดค้านว่าหลินจือไม่มี ประโยชน์แต่อย่างใด เคล็ดลับที่อาจารย์หมอเล่า แบ่งเป็น แพทย์แผนโบราณหรือเรียกว่า ?หมอจีน? และ ?หมอฝรั่ง? ดังนี้
- หมอจีนแนะนำให้ดื่มน้ำมากๆ ดื่มแต่น้อย แต่ดื่มบ่อยๆ เพื่อให้ไตทำงานไม่หนัก
- หมอฝรั่ง - ให้ดื่มน้ำมากๆ แต่รู้ไหม อาจารย์หมอเล่าว่า การดื่มน้ำมากๆ ในครั้งเดียว ทำให้ไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดโรคไตขึ้นได้ จากนี้ก็เป็นเคล็ดไม่ลับของหมอจีนจ๊ะ
01. ยอดของพืชผักทุกชนิดห้ามกินเพราะมีสารพิษตกค้างอยู่ เช่น ยอดต้นหอม เป็นต้น
02. ผู้หญิงหลังคลอด ห้ามกินหอมใหญ่ เพราะจะทำให้ไม่มีน้ำนม และนมก็มีรสแปลก ทำให้เด็กดื่มนมยาก
03. มีชาอยู่ 6 ชนิดที่ดื่มได้แล้วดี คือ ชาจีน, ชาฝรั่ง, ชาแขก, ชาเขียว, ชาใบหม่อน, ชาดอกคำฝอย (นอกนั้นอย่าไปดื่ม)
04. ดื่มน้ำถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ดีกว่าดื่มนมวัวเสียอีก แต่มีข้อระวังคือ อย่านำไปอุ่นในความร้อนเป็นรอบที่ 2 เพราะทำให้เสียคุณค่า
05. กระถิน อย่ากินบ่อย เพราะทำให้ผมร่วง หัวจะล้าน เนื่องจากมีสาร ?มินอลซีน? จำพวกสารหนูอยู่ด้วย
06. แตงกวาทานได้เยอะๆ ป้องกันมะเร็งในคนอายุไม่ถึง 40 แต่ถ้า 40 up ห้ามกิน เพราะจะทำให้เกิดโรคเก๊าท์
07. ใบชะพลู ช่วยลดน้ำตาล, ไขมัน, ความดัน, ป้องกันโรคเลือด, ไอเรื้อรัง ให้ทานวันละไม่เกิน 10 ใบเท่านั้น
08. สัปปะรด ให้ทานไม่เกิน 3 ชิ้น/วันเพื่อช่วยย่อยได้
09. ขิง ช่วยย่อยต้องต้มทานเป็นน้ำขิงร้อน แต่ห้ามดื่มติดต่อกัน 60 วัน ส่วนถ้าเป็นผู้ป่วยเรื่องถุงน้ำดี ห้ามทานขิงเด็ดขาด ให้กินใบกระเพราแทน
10. กระเทียม (อย่ากินมาก) ให้กินวันละ 2-3 กลีบสด ๆ พร้อมกับอาหารเท่านั้น และอย่าทานติดต่อกันเกิน 90 วัน ให้หยุดไป 15 วัน แล้วค่อยทานใหม่
สรุป : อาจารย์หมอเล่าว่าหลินจือรักษาโรคได้ถึง 242 โรคส่วนโรคที่รักษาไม่ได้ก็ มีดังนี้
1. โรคอหิวาต์
2. ไส้ติ่งอักเสบ
3. โรคกลัวน้ำ
4. งูพิษกัด
5. อุบัติเหตุ
6. กระดูกแตก
นอกนั้นรักษาได้หมดเลยจ๊ะ


30. 9 ยอดอาหาร
อาหารเป็นยา เป็นคำที่ทราบกันดีในหมู่นักบริโภคเพื่อสุขภาพทั้งหลาย ซึ่งเราขอยกมือสนับสนุนเต็มที่ค่ะ เพราะอาหารที่คุณคุ้นเคยหลายชนิด ซึ่งนอกจากจะอร่อยลิ้นแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดปัญหาทางสุขภาพ และช่วยส่งเสริมสุขภาพของคุณด้วยค่ะ อันนี้นักวิจัยเขายืนยันมา และนี่ก็คือ 9 ยอดอาหารธรรมชาติที่ช่วยรักษาสุขภาพของคุณค่ะ
1. บร็อคโคลี่
แชมเปี้ยนผักในตระกูลกะหล่ำที่เป็นที่นิยมของนักบริโภคทั่วโลก บร็อคโคลี่มีประโยชน์ดังนี้ค่ะ
- ช่วยป้องกันมะเร็ง
- อุดมด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย และยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรงอีกด้วยค่ะ
- ประกอบด้วยสาร glutathione ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคลอเลสเตอรอล และช่วยลดความดันโลหิตสูงค่ะ
- ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากบร็อคโคลี่ จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะสาร lutein ค่ะ
ขนาดรับประทาน : บร็อคโคลี่ 1/2 ถ้วย ต่อสัปดาห์ ก็จะดีต่อสุขภาพของคุณแล้วละค่ะ
2. กระเทียม
ช่วยลดคลอเลสเตอรอล มีฤทธิ์คล้ายกับยาแอสไพรินในการช่วยป้องกันการแข็งตัวและการอุดตันของหลอดเลือด มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เหมือนกับยาเพ็นนิซิลิน โดยเฉพาะเวลาที่เจ็บคอ สามารถใช้กระเทียมรักษาได้ดีค่ะ และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะ
ขนาดรับประทาน : การป้องกันโรคหัวใจรับประทานวันละ 1 กลีบ และโดยทั่วไปก็แนะนำให้รับประทานกระเทียมเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณที่คุณชอบค่ะ
3.ถั่วแดง
เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารสูงมากค่ะ ดังนั้นจึงช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล
ป้องกันการเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ค่ะ อุดมด้วยกรดโฟลิค ที่ช่วยบำรุงโลหิต ป้องกันความผิดปกติของทารกในครรภ์ นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ polyphenolics ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีอีกด้วยค่ะ
ขนาดรับประทาน : ควรรับประทาน 1 ถ้วย / วัน ค่ะ
4. นมพร่องมันเนย
เป็นแหล่งของแคลเซี่ยมสูงที่ปลอดไขมัน ซึ่งป้องกันภาวะกระดูกพรุน และยังประกอบด้วยสารโปรตัสเซี่ยมและแมกเนเซี่ยมที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความดันโลหิตสูงค่ะ
ขนาดรับประทาน : คนวัยหนุ่มสาวต้องการแคลเซี่ยมวันละ 1000 mg ค่ะ ส่วนวัยสูงอายุจะต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 1500 mg /วัน จึงจะเพียงพอค่ะ ปัจจุบันมีนมพร่องมันเนยแคลเซี่ยมสูงจำหน่ายอยู่ทั่วไป เลือกดื่มได้ตามปริมาณที่แนะนำนะคะ
5. ส้ม
ยอดผลไม้ที่มีปริมาณวิตามิน ซี สูง เส้นใยอาหารสูง รวมทั้งสารอาหารชนิดอื่นๆ ซึ่งช่วยป้องกันหวัด ลดระดับคลอเลสเตอรอล ช่วยในการสร้างกระดูก ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
ตลอดจนช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ นอกจากนี้สาร phytochemicals ในส้มยังช่วยต่อต้านมะเร็งเต้านมด้วยค่ะ
ขนาดรับประทาน : ควรรับประทานส้มวันละ 1-2 ผล เป็นประจำทุกวัน
6. ปลาแซลมอน
มีปริมาณน้ำมันปลาที่เรียกว่า Omega-3s ค่อนข้างสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจ และช่วยควบคุมอาการไขข้ออักเสบ นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยลดอาการปวดรอบเดือน กลุ่มอาการก่อนมีรอบเดือน รวมทั้งช่วยระงับอาการซึมเศร้าได้ด้วยค่ะ
ขนาดรับประทาน : รับประทานสัปดาห์ละ 3 ออนซ์
7. เต้าหู้
หนึ่งในอาหารชั้นเลิศที่ควรเลือกรับประทานค่ะ ช่วยลดระดับไขมันคลอเลสเตอรอล อุดมด้วยสาร Isoflavone สารเอสโตรเจนธรรมชาติจากพืช ป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันมะเร็งเต้านม และยังช่วยให้ไต ทำงานได้ดีด้วยค่ะ
ขนาดรับประทาน : 30-50 mg ของ Isoflavone / วัน หรือเท่ากับปริมาณเต้าหู้ 1/2 ถ้วย/วัน ซึ่งมี Isoflavone 35 mg.
8. ซอสมะเขือเทศ
นอกจากจะสุดอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายค่ะ เช่น ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร สาร lycopene ในมะเขือเทศเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ พบมากในเฉพาะมะเขือเทศเท่านั้น ในผักผลไม้ชนิดอื่นจะมี lycopene น้อยค่ะ สาร lycopene มีคุณสมบัติกำจัดสารอนุมูลอิสระตัวอันตรายให้ออกจากร่างกายของคุณ ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันมะเร็งแล้ว
ังช่วยให้คุณห่างไกลความร่วงโรยอีกด้วยละค่ะ น่าสนมั้ยละคะ
ขนาดรับประทาน : รับประทานได้ตามใจชอบเป็นประจำทุกวันค่ะ
9. น้ำ
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงจำเป็นที่คุณควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำคือยาอันมหัศจรรย์ทีเดียวค่ะ หากดื่มน้ำได้เพียงพอ จะช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลีย ตะคริว รักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย ป้องกันการเกิดนิ่ว และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสค่ะ ฉะนั้น ควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และถ้าคุณสามารถดื่มได้มากกว่านี้ก็นับว่าเป็นกำไรของคุณค่ะ

 

หน้า  l  1 l  2  l

 

สุขศึกษา