รำลึกนิรันดร

หน้า  l  1  l  23 l

01. LOVE  DIARY
ผู้หญิงคนหนึ่ง.... ที่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา
ผู้หญิงคนหนึ่ง.... ที่ดูๆแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากคนอื่น
ผู้หญิงคนนี้...ธรรมดา ... แต่ความเป็นคนของเธอ ...ช่างวิเศษนัก
ผู้หญิงคนนี้ ... ผู้ที่สอนให้ผมรู้จักกับคำว่า"ความรัก"ที่แสนจะอบอุ่น ...
ผมไม่รู้ว่าเธอ... คนนั้นเข้ามาในชีวิตผมได้อย่างไร แต่ตอนนี้ เธอก็หยิบยื่นความรักให้ผมอย่างเพียงพอแล้ว เพื่อนมาลองทำความรู้จักกับ "เธอ" ดูก็แล้วกัน...เรื่องราวของเธอ เป็นอย่างไรกัน ...เพื่อนลองมาฟังกันดู
10 กรกฎาคม 2540
วันหนึ่งในมหาลัย ผมได้พบกับผู้หญิงคนนึงโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่ผมเดินอยู่ในโรงอาหารของมหาลัย เพื่อหาอาหารทาน..ซึ่งมีคนก็เดินขวั่กไขว่กันเต็มไปหมด เพราะเป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี..และด้วยความที่ว่าคนเยอะมาก ทำให้ผมเดินไปชนไหล่เธอเข้าอย่างจัง...ผมหันหน้าขวับ... ไป พร้อมกับพูดคำว่า ขอโทษครับผม....เธอก็หันมามองผมเช่นกัน พร้อมกับบอกผมว่า " ขอโทษนะคะ ศรไม่ได้ตั้งใจค่ะ "แล้วเธอก็โบกมือ พร้อมกับหันหลังเดินจากไป เธอเป็นคนสวย ผมยาว ผิวขาวผ่อง หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่ามองเป็นอย่างยิ่ง ความน่ารักของเธอ ต้องตาตรึงใจผมยิ่งนัก... ผมรู้สึกประทับใจเธอยิ่งนัก " เธอชื่อว่าศร " นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้รู้จักเธอ ผมรู้เพียงว่าเธอชื่อว่า " ศร " แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะนิสัยส่วนตัวผมแทบจะไม่สนใจผู้หญิงอยู่แล้ว.... แต่กับคนนี้ ผม^_-...ปิ๊ง...-_^เธอทันที ตั้งแต่แรกเห็น แล้วผมก็คิด" เอิ๊กส์ๆๆๆ หน้าตางั้น สงสัยมีแฟนแล้วด้วยแน่ๆเลยน่ะ เฮ้อ "... แล้วผมก็หัวเราะเบาๆ กับตัวเอง....แล้วผมก็มองหาของทานต่อไป......
24 กรกฎาคม 2540
สองสัปดาห์ต่อมา ผมถูกอาจารย์ใช้ให้ไปขนหนังสือกองเบ้อเร่อที่ห้องสมุดมหาลัย ผมต้องยกกองหนังสือกองใหญ่ขึ้นไปชั้นสองของห้องสมุด...ผมก็ขนๆๆไป แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของผม ผมเลยทำหนังสือกองใหญ่ที่ผมยกอยู่ ล้มโครมลงมา ระเนระนาด เต็มบันไดไปหมด " ไอ้...เอ๊ยยย " ผมโพล่งออกมาด้วยอารมณ์เซ็งสุดขีด พร้อมกับก้มลงเก็บหนังสือ...ตอนผมกำลังก้มงกๆ เพื่อไล่เก็บหนังสืออยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงประตูห้องสมุดชั้นสองเปิดออก พร้อมกับเสียงคนกำลังเดินลงบันไดมา...ผมเลยเร่งเก็บหนังสือให้เร็วขึ้น เพราะถ้าผมไม่รีบ กองหนังสือมันจะขวางบันได ทำให้คนเดินลงบันไดไม่ได้. ขณะที่ผมกำลังเก็บอยู่นั้น ผมก็เหลือบไป แล้วสิ่งที่ผมได้เห็นก็คือ.......ผู้หญิงคนนึง กำลังก้มเก็บหนังสือด้วยท่าทางอิริยาบถคล้ายๆกับที่ผมกำลังทำอยู่....เมื่อผมเหลือบขึ้นไปมองหน้าผู้หญิงคนนั้นผมก็ตกใจ.... เธอคือ....ศร....ผู้หญิงที่ผมเดินชนเธอในโรงอาหารวันนั้นนี่หว่า......ผมนั่งมองเธอด้วยอาการงงงวย....ประจวบเหมาะ พอดีเธอหันมาเห็นผมนั่งมองเธอ เธอก็พูดขึ้นมาว่า "" รู้แล้วค่า ว่าคุ้นๆหน้าน่ะ แต่อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะมาช่วยกันเก็บหนังสือก่อนนะคะ เดี๋ยวคนเค้าเดินขึ้นลงเค้าจะเดินไม่ได้กัน... รีบๆหน่อยสิคะ เดี๋ยวจะมีคนเดินมานะ ""เสียงหวานๆ น่ารักของเธอสะกดผมซะนิ่งไปเลย เธอเห็นท่าทางผมเอ๋อๆ เธอเลยพูดขึ้นมาอีกว่า "" แน่ะ... เหม่ออะไรคะ เมื่อคืนนอนดึกเหรอ บอกให้ดื่มกาแฟก็ไม่เชื่อ ฮิ ฮิ "" เธอพูด พร้อมกับหัวเราะเสียงเล็กๆน่ารักเป็นกันเอง มือเธอก็หยิบๆหนังสือไป พอดีผมรู้ตัวว่าผมกำลังเก็บหนังสืออยู่นี่หว่า ผมก็เก็บต่อ แล้วระหว่างที่เก็บ ผมก็เลยถามเธอว่า ชื่อ ศร เหรอ เธอตอบว่า ""ใช่ค่ะ อ่ะ  รู้ได้ไงอ่ะ"" ผมก็เลยบอกเธอไปว่า ตอนเดินชนกันในโรงอาหาร เธอพูดบอกผมว่า ศรขอโทษไง ผมก็เลยรู้ชื่อเธอได้ แบบไม่ตั้งใจ ผมกับเธอก็เลยคุยทำความรู้จักกันพอเป็นพิธี เธอเป็นคนอัธยาศัยดี เป็นกันเอง ทำให้ผมกับเธอรู้สึกสนิทสนมกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก..เมื่อพอจะได้รู้จักกันบ้างแล้วผมก็เลยถามเธอว่า ศรจะไปไหนล่ะ...เธอเลยตอบผมว่า จะไปคาเฟ่ (โรงอาหาร) ไปทานข้าว ผมเลยถามเธอว่า อ่าว... ไม่ไปทานกับเพื่อนล่ะ เธอก็บอกผมว่า เธอเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยได้ยุ่งกับใคร เธอไม่ค่อยชอบ... โอ่ว... เธอนิสัยคล้ายๆผมเลย ผมก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร เธอก็บอกผมอีกว่าเธอเห็นผมท่าทางเก็กๆแปลกๆ แต่ดูตลกดี คือเหมือนแกล้งเก็ก ว่างั้นเหอะ เธอก็เลยรู้สึกว่าผมน่าสนใจน่าทำความรู้จักด้วย เมื่อเธอพูดจบแล้ว เธอก็เลยบอกผมต่อว่า "" งั้นเก็บหนังสือเสร็จแล้วไปทานข้าวเป็นเพื่อนกันหน่อยนะคะ "" ผมก็ตบปากรับคำไป เมื่อเก็บหนังสือเสร็จ ผมก็เลยไปนั่งทานข้าวกับเธอ เราก็ได้คุยกันสนุกสนานพอสมควร ทำให้ความใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างผมกับเธอ..... เพิ่มมากขึ้นไปอีก และอีกอย่างที่ได้รับรู้ ระหว่างที่คุยกับเธอที่โรงอาหาร ก็คือ เธอ....ยังไม่มีแฟน...... ผมอยากจะดีใจกระโดดตัวลอย แต่ผมก็ทำไม่ได้ ศรจะรู้บ้างมั๊ย... ว่าเธอกำลังรินน้ำรดให้ต้นไม้ต้นเขียวสดใสในใจของผม ค่อยๆงอกขึ้นมาช้าๆอย่างสวยงาม......หลังจากนั้นมา ผมกับศร ก็เริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่ว่า ผมเป็นคนอัธยาศัยดี ส่วนเธอก็เป็นกันเองมากๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ จนนักศึกษาคนอื่นๆ เริ่มมอง และล้อเลียนว่า ผมกับศรเป็นแฟนน...แต่ทั้งผมและศร ก็ไม่ได้สนใจอะไร.... แต่จริงๆ ผมก็แอบดีใจนะ....ต้นรักในใจของผม กำลังจะกลายเป็นต้นกล้าเขียวชอุ่มแตกกิ่งก้านสาขาแข็งแรงออกมาเรื่อย .........1 ปี ผ่านไป........ .......................................
10 สิงหาคม 2541
หนึ่งปีผ่านไป ผมกับศร ตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทกันมาก แต่ความรู้สึกผมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรอกนะ.....ผมยังรักผู้หญิงคนนี้อยู่ ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น.... ใช่ ผมรักศรแล้ว 1 ปีกว่าๆมาแล้ว ที่ผมได้รู้จักเธอ....มันถึงเวลาแล้วล่ะ ที่ผมจะบอกรักเธอ..... แต่ผมก็ไม่รู้ ว่าผมจะบอกยังไงดี ผมก็เลยวางแผนจะชวน ศร มางานวันเกิดผม ที่ผมจัดให้ตัวผมเองคนเดียวมาตลอด วันนี้ วันที่ 10 สค. วันเกิดผม 25 สค. ....อีก 15 วัน ใช่.....ผมจะชวนเธอมา แล้วผมก็จะ.....บอก...... ""ฮะๆๆๆ""...ผมคิดเองหัวเราะเองเหมือนคนบ้า แต่ผมก็ฉุกคิดอีกว่า เอ่อ .... ถ้าเธอไม่รักผมล่ะ ผมก็คง............""
เฮ้ยยย ช่าง...เหอะ"" ผมตะโกนเสียงดังเพื่อตัดบทตัวเอง พร้อมกับตั้งหน้าตั้งตา ทำการบ้านต่อไป....
ส่วน ศร หนึ่งปีหลังผ่านมานี่ เธอป่วยบ่อยมาก เข้าโรงพยาบาลตกเดือนละ 1ครั้ง...ร่างกายทรุดโทรมจนดูไม่สวยเหมือนเมื่อก่อน...เธอไม่สบายเป็นว่าเล่น... พอผมถามเธอว่า เธอเป็นไร เธอก็จะตอบผมเหมือนกันทุกครั้งว่า "" เป็นแค่โรคประจำตัวธรรมดาน่ะ ช่วงนี้วูบบ่อยเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก เป็นมาตั้งนานแล้ว ?? แต่ผมก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้ เพราะเธอดูโทรมลงไปมาก.....แต่ผมก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะเธอย้ำผมบ่อยมากๆ ว่าเธอเป็นแบบนี้ประจำ เป็นอาการปกติของเธอ....
20 สิงหาคม 2541
วันที่ 20 แล้ว.... อีก 5 วัน เท่านั้น ก็จะถึงวันเกิดผม....ผมเลยตัดสินใจบอกชวน ศร ไปว่า"" อีก 5 วัน วันเกิดเรานะ ศรจำได้ป่ะ....เธอตอบผมมาว่า..........."" เอ้อ ใช่ ปีที่แล้วเราไม่ได้จัดงานวันเกิดให้นี่นาเพราะติดงานวุ่นวายกันทั้งคู่..งั้น... ปีนี้ เราไปจัดงานวันเกิดกันสองคนเนอะ ฮิฮิ เราเพื่อนกันแค่สองคน.. วันที่ 25 นี้ เธอขอพรจาก ศร ได้ 1 ข้อนะ...ในฐานะที่เป็นเพื่อนที่ดีกับศร มาตลอด ศรจะให้พรเธอ 1 ข้อ ออออ ศรสัญญา ว่าศรจะมางานวันเกิดเธอให้ได้นะ.... ""....พูดจบเธอก็หัวเราะคิกคักเหมือนเดิม.... ผมได้แต่มอง แล้วก็แอบชื่นชมเธอในใจว่า 1 ปี ผ่านมาแล้ว ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันทุกวัน... เธอยังสดใสเหมือนเดิม แม้ภายนอกเธอจะดูซูบโทรมไปบ้าง เธอก็ยังสวยน่ารักเหมือนเดิมสำหรับผม.... เฮ้อ ... แต่ไอ้คำว่าเพื่อน นี่สิ ผมได้ยินทีไร ใจหายทุกที...... แต่ผมก็ไม่สนใจผลจะเป็นยังไงก็ช่าง วันที่ 25 นี้ ผมจะบอกรักเธอให้ได้ แล้วผมจะรอดูว่านางฟ้าของผมคนนี้จะให้พรได้ตามที่ผมหวังไว้รึเปล่า...."" ศ ร  รั ก เ ธ อ น ะ "" คำนี้แหละ ข้อนี้แหละ คือพรที่ผมอยากได้จากนางฟ้าของผม........แต่ก็ไม่รู้ว่าผมจะสมหวังมั๊ย...
21 สิงหาคม 2541
ช่วงสอบ.....ศรป่วย กลับ กทม. เข้าโรงพยาบาลแต่เช้า ผมก็คิดว่าเธอจะกลับมาช่วงบ่ายๆเย็นๆ เหมือนอย่างที่เคย.....แต่มันไม่ใช่..... วันนี้ เธอหายไป.....เธอเป็นอะไรรึเปล่า...ผมก็ได้แต่คิด... และหวังว่า เธอคงไม่เป็นอะไร ผมก็ได้แต่ รอ รอ รอ และ.... รอ
22 สิงหาคม 2541
เงียบ..... ไม่มีข่าวคราวอะไรเลย ผมเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ...... ศรหายไปไหน โทรไปที่บ้าน ก็ไม่มีคนรับ.....
23 สิงหาคม 2541
..............
24 สิงหาคม 2541
................!!!!!!????? โทรไปบ้านศร คนใช้รับสาย บอกผมว่า คุณหนูศร ป่วยหนัก นอนอยู่โรงพยาบาลค่ะ คุณพ่อคุณแม่ของคุณหนูก็อยู่ที่นั่นกันหมด"" ไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ สอบเสร็จผมจะบึ่งกลับ กทม. ... ทันที
25 สิงหาคม 2541
สอบเสร็จแล้ว.. เหนื่อยมากๆ เมื่อคืนไม่ได้นอน เพราะนอนไม่หลับ...วันนี้วันเกิดผมแล้ว ศรยังไม่มาสอบ....ไม่ดีแล้วล่ะ....สอบเสร็จตอนบ่ายผมรีบอาบน้ำแต่งตัว พกซาวด์อเบาวท์คู่ชีพ พร้อมเทปเพลง GUN N' ROSES คู่ชีพ ขึ้นรถตะลุยมา กทม.ตรงไปยังโรงพยาบาลที่ ศร รักษาตัวอยู่ทันที...ผมรีบถามพยาบาลทันที ว่าศร พักอยู่ห้องไหน....เมื่อรู้แล้ว ก็รีบวิ่งแบบไม่คิดชีวิต ตรงไปที่ห้องที่ศรพักอยู่ทันที.....ห้อง 418...... ผมรีบเปิดประตูเข้าไปทันทีด้วยความเป็นห่วง.........ภาพที่ผมเห็น ทำให้ผมแทบช๊อค.......ศรนอนสวมชุดคนไข้สีขาว มีท่ออ๊อกซิเจนต่อ เข้ามาที่ปาก สายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด...ชีพจรเต้นอ่อนรวยระริน......พ่อแม่ของศรนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ผมรีบสวัสดีพ่อแม่ศร แล้วถามถึงอาการของศร...แม่ของศรน้ำตาไหลพราก ตาแดงก่ำ สะอื้นให้แทบขาดใจ เล่าเรื่องของศร ให้ผมฟัง ส่วนพ่อศร นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา น้ำตาหยดเลอะเสื้อสูทเต็มไปหมด... เหมือนจะทำใจแล้ว อยู่ข้างๆ พอผมได้ฟังเรื่องจากแม่ของศร ผมจึงได้รู้ว่า..........ศรเป็นมะเร็งหลายที่ ภายในร่างกาย....เมื่อวานก็เพิ่งผ่าตัดมา โอกาสรอด..... น้อยเต็มที.................ผมแทบจะบ้าตาย ช๊อคตายตรงนั้น......นางฟ้า..... ของผม.... นี่มัน....อะไรกันนะ....!!!!???? พอดีที่ศรลืมตาขึ้นมา ศรจึงยกมือผอมซูบซีด ของเธอเคาะตรงขอบเตียงเพื่อเรียกพ่อแม่ของเธอมา แล้วเธอก็กระซิบพูดอะไรบางอย่างผ่านท่อออกซิเจนมาอย่างอ่อนระโหยให้พ่อแม่เธอฟัง........ แล้วพ่อแม่เธอ....ก็พยักหน้าเรียกผมเข้ามาหา บอกผมว่า ลูกศรเค้าอยากจะพูดกับเธอ............ผมไม่รอช้า รีบเดินไปที่เตียงทันที ....ผมหน้าเสีย ใจเสียเต็มทน เหมือนใจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ...แต่ศรจับมือผมไว้ แล้วศรก็ยิ้ม... ผมก็จับมือศรไว้แน่นเช่นกัน....เธอกระซิบผ่านหลอดออกซิเจนที่ครอบปากเธออยู่ ได้ยินเป็นเสียงเบาๆได้ใจความว่า..."""" วันนี้ วันเกิดเธอนะ เธอจะทำหน้าตาแบบนี้ ไม่ได้นะ วันเกิดเป็นวันที่เจ้าของวันเกิด ต้องมีรอยยิ้มให้มากๆสิ ศรไม่เป็นไรหรอก...ไม่ต้องห่วง.... แฮปปี้เบิร์ธ...เดย์นะ ส่วนพรที่เธอจะขอ เธอก็ขอมาได้เลย.... จับมือศรไว้แน่นๆ แล้วหลับตาอฐิษฐาน ....ด้วยกันพร้อมกับศรนะ.... เอาล่ะ หลับตาอฐิษฐานสิคะ พรจะได้สมหวังไง.."""" ผมยืนนิ่งมองไปที่ศร จับมือศรไว้แน่น ศรก็ยิ้มมองหน้าผม แล้วพยักหน้าบอกให้ผมหลับตา อฐิษฐานพร้อมกันกับศร ผมก็หลับตาลง.......น้ำตา... เริ่มรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของผม......แล้วผมก็รู้สึกว่า ศรเอามืออีกข้าง จับกระดาษชิ้นเล็กๆมาใส่ไว้ในมือผม แล้ว.....บอกผมว่า เก็บไว้ให้ดีนะ นี่เป็นของชิ้นแรก และชิ้นสุดท้ายที่ศรจะให้เธอได้....พอเธอพูดจบ เธอก็ยิ้ม....พร้อมกับที่ดวงตาทั้งสองของเธอค่อยๆปิดลง...... มือทั้งสองของศร ที่กุมมือของผมไว้ค่อยคลายออก ......พร้อมกับเสียงดัง ปี๊บบบบบ ยาวจากเครื่องวัดชีพจร ผมหันไปมองเครื่องวัดชีพจร......จากที่วัดคลื่นได้เป็นหยักๆ ตอนนี้มันกลายเป็นเส้นตรงไปแล้ว.... พ่อแม่ของศร ตกใจมาก ร้องเรียกหมอเสียงดัง ผมทำอะไรไม่ถูก ยืน
ช๊อคอยู่ตรงนั้น...น้ำตาผมไหล....ไหลออกมา....ไหลไม่หยุด....ไหลจนแทบจะไหลเป็นสายเลือด...... ท้องฟ้าข้างนอก หม่นหมอง สายฝนเริ่มโปรยปราย ราวกับท้องฟ้าได้ร้องไห้กับการจากไปของเธอ ซักพักหมอก็เข้ามา.... แล้วบอกให้ผม กับพ่อแม่ศรออกไปรอข้างนอก หมอต้องรีบปั๊มหัวใจโดยด่วน ผมก็ได้แต่ รอ รอ ด้วยความหวังว่าหมอจะช่วยชีวิตศรได้ สำเร็จ .... ..... ................. .......????ซักครู่ใหญ่ๆ หมอก็ออกมาจากห้องพัก พร้อมกับก้มหัวส่ายหน้า....แม่ศรร้องไห้ออกมาลั่นทันที แม้แต่พ่อของศรที่นิ่งเงียบมานาน  ก็ร้องไห้โฮ ลั่นเช่นกัน.......หมดแล้ว..... ผู้หญิงที่ชื่อศร....
นางฟ้าของผม.....เพื่อนซี้คนเดียวของผม...... คนที่ผมรัก..... หมดแล้ว....หมด....... หมด...... หมด.... ... ...ผมรู้สึกเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง น้ำตาผมไหลท่วมหน้า พร้อมกับนึกถึงศรและอฐิษฐานบอกเธอว่า"""ไม่เป็นไรนะ ศร ถ้าเธอเหนื่อยมานาน เธอก็จงหลับให้สบาย เธอไม่ต้องเหนื่อย เธอไม่ต้องทนลำบากอีกแล้ว...ลาก่อน....""" ผมอฐิษฐานอย่างยากเย็น เพราะทำใจไม่ได้............. มันลำบากใจยิ่งกว่าอะไรๆในชีวิตผมทั้งหมดที่ผมเคยเจอมา คืนนั้นผมกลับบ้านตอนตี4 มาพักที่บ้านผม ใน กทม. ผมนอนนิ่งด้วยอาการช๊อค...แน่นิ่ง แต่พอดีผมนึกได้...ผมเลยกางกระดาษที่ศรให้ไว้ออกมาดู สิ่งที่ผมได้เห็นทำให้ผมงุนงงยิ่งนัก.......มันเป็นกระดาษลายการ์ตูนน่ารัก แบบมีเส้นบรรทัด ในกระดาษ เขียนไว้ว่า " ก ylno ว^or"ศรขออวยพรให้เธอสมหวังกับทุกๆเรื่องในชีวิต.... จาก ศร..." ก ylno ว^or" มันคืออะไร....??? นี่เหรอพรที่ศรให้ผมมาก่อนเธอจะจากผมไป แบบไม่มีวันกลับ เธอทิ้งปริศนาอะไรไว้ให้ผม....?
26 สค - 2 กย. 2541
งานศพของศร ถูกจัดอย่างเงียบๆ ไม่มีคนไปร่วมงานมากมายนัก.........จบเรื่อง.... ของผู้หญิงคนนึง ของนางฟ้าของผมคนนึงที่ชื่อศรไว้เพียงเท่านี้...เหลือแค่เพียง.... กระดาษปริศนา กับข้อความ" ก ylno ว^or"........................
25 สค. 2543
อีก 1 ปี ผ่านไป.....กับวันที่ปริศนาตัวหนังสือ       " ก yluo ว^or" ไขกระจ่าง...... ..........1 ปี แล้ว ผ่านไปอีกแล้ว 1 ปี กับการจากไปของศร....พรที่ผมไม่ได้พูดขอ....คำตอบที่ศรไม่ทันได้อยู่พูดบอก.....คืนนึงผมนั่งมองกระดาษที่ศรให้ผมมา เมื่อ 1 ปีที่แล้วผมเอากระดาษแผ่นนั้น ไปใส่เคลือบแล้วใส่กรอบใสไว้ ผมยังตีความไม่ออกว่ามันคืออะไร...... ผมได้แต่นั่งเศร้านั่งรำลึกถึงเหตุการณ์ที่บาดหัวใจผมไม่รู้ลืม เมื่อ 1 ปีก่อน...ผมยังไขปริศนาตัวหนังสือมานานครบปีแล้ว.....ตัวหนังสือพวกนี้คืออะไร....ผมนั่งน้ำตาไหล...อยู่คนเดียวในห้อง นึกถึงศร ถึงคำอฐิษฐาน... ผมหลับตานั่งนึกถึงศร แล้วผมก็อฐิษฐานว่า.....ศร.... คำตอบที่ศรให้เรามา มันคืออะไรเหรอ บอกเราหน่อยนะ.....แล้วไม่รู้บังเอิญ หรืออย่างไร ลมก็พัดเข้ามาในห้องผม วูบใหญ่ๆ ทำเอากรอบใส่กระดาษที่ศรให้ผมมา ตกพื้น...กระดาษที่อยู่ข้างในกรอบ.....พลิกกลับหัวขึ้นมาอีกด้านนึง......" ก  yluo ว^or" ....... น้ำตาผม....ไหลออกมาทันที...ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าดีใจ หรือรู้สึกอย่างไรดี.... แต่.. นี่เหรอสิ่งที่ศรต้องการจะบอกผมก่อนเธอจะจากผมไป....แต่เมื่อตัวอักษรปริศนานี้ไขกระจ่างออกมาได้ ผมจึงรับรู้ได้ว่า พรที่ผมขอเธอ ที่ผมได้อฐิษฐานร่วมกับเธอ...ก่อนเธอจะจากไป มันสัมฤทธิ์ผล..มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ผมไม่เคยรู้เลย....ข้อความนั้นก็คือ........
" LOVE ONLY U "..................................................................................


02. แม่จ๋า.....อย่าจากนู๋ไป
ในวันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ฉันรีบไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของขวัญที่ฉันไม่ได้ซื้อไว้แต่เนิ่นๆ เมื่อฉันเห็นผู้คนทั้งหมดที่นั่น ฉันก็เริ่มบ่นกับตัวเอง ฉันคงต้องเสียเวลาเป็นชาติที่นี่แน่ๆ ฉันควรไปที่อื่นดีกว่า คริสต์มาสนี่ทำให้รู้สึกแออัดและน่ารำคาญขึ้นทุกๆปีจริงๆ สิ่งที่ฉันอยากจะทำคือเอนตัวลงนอนแล้วก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไปที่แผนกของเล่น และฉันก็เริ่มหัวเสียเกี่ยวกับราคาของมัน และแปลกใจว่า เด็กๆเนี่ย เล่นของเล่นที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ
ขณะที่กำลังเดินดูของอยู่ในแผนกของเล่นนั้น ฉันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ กำลังอุ้มตุ๊กตาไว้แนบกับอก เขาค่อยๆลูบผมของตุ๊กตานั้นและมองดูอย่างเศร้าสร้อย ฉันสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเอาตุ๊กตาไปให้ใครกัน
เด็กผู้ชายคนนั้นหันไปหาหญิงชราที่อยู่ข้างๆ "คุณยายแน่ใจเหรอครับว่าผมมีเงินไม่พอ?"
หญิงชราตอบว่า "หลานก็รู้นี่ ว่าหลานมีเงินไม่พอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้หรอก"
หลังจากนั้น หญิงชราก็บอกให้เขารออยู่ตรงนั้นประมาณ 5 นาทีระหว่างที่เธอจะไปเดินดูรอบๆ แล้วเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายยังคงอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ ในที่สุดฉันก็เริ่มเดินเข้าไปหาเขา ฉันถามเค้าว่าเค้าจะเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปให้ใคร
"มันเป็นตุ๊กตาที่น้องสาวของผมชอบที่สุดฮะ และเธอก็อยากจะได้มันมากเป็นของขวัญวันคริสต์มาส เธอมั่นใจมากว่าซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตาตัวนี้แก่เธอ"
ฉันบอกเค้าว่า ซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตานี้แก่น้องสาวของเขาแน่ๆ และก็ไม่ต้องกังวลหรอก แต่เขาตอบฉันด้วยท่าทางเศร้าสลดว่า
"ไม่หรอกฮะ ซานตาคลอสไม่สามารถเอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอในที่ๆเธออยู่ตอนนี้ได้ ผมจะเอาตุ๊กตาตัวนี้ไปให้แม่ แม่จะได้เอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอเมื่อแม่ไปที่นั่น"
ดวงตาของเขาเศร้ามากขณะที่เขาพูดต่อไป น้องสาวของผมไปอยู่บนสวรรค์ พ่อบอกว่าแม่ก็จะไปหมือนกันในเร็วๆนี้ ผมก็เลยคิดว่าแม่น่าจะเอามันไปให้น้องสาวของผมได้"
หัวใจของฉันเกือบจะหยุดเต้น เด็กชายเงยหน้ามองฉันแล้วพูดว่า
"ผมบอกพ่อให้บอกแม่ว่าอย่าพึงไป ให้รอผมจนกว่าผมจะกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ตฮะ"
แล้วเขาก็หยิบรูปที่น่ารักมากของเขาซึ่งกำลังหัวเราะให้ฉันดู แล้วก็บอกว่า
"ผมอยากให้แม่เอารูปนี้ไปด้วยฮะเธอจะได้ไม่ลืมผม ผมรักแม่ฮะและผมก็หวังว่าเธอจะไม่ต้องจากผมไป แต่พ่อบอกว่าเธอต้องไปอยู่กับน้องสาวของผม"
แล้วเขาก็จ้องมองตุ๊กตาอีกครั้งอย่าอาลัย ฉันรีบคว้ากระเป๋าตังออกมาอย่างรวดเร็ว หยิบธนบัตรออกมา 2-3ใบ แล้วพูดว่า
"ทำไมเราไม่ลองตรวจดูอีกที เผื่อว่าเราจะมีเงินพอ"
"ตกลงฮะ" เขาพูด "ผมหวังว่าผมจะมีเงินพอนะฮะ"
ฉันแอบใส่เงินของฉันลงในกระเป๋าตังค์ของเขาโดยไม่ให้เขาเห็น(ไม่รู้ทำไง) แล้วเขาก็ เ ริ่มนับมัน
เด็กชายพูด "ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเงินให้ผมฮะ" เขามองฉัน แล้วพูดเสริมว่า "ผมอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนนอนเมื่อวานฮะ ว่าขอให้ผมมีเงินพอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้เพื่อแม่จะได้เอาไปให้น้องสาวของผมฮะ แล้วพระองค์ก็ได้ยิน ความจริงผมอยากได้เงินที่จะซื้อกุหลาบสีขาวให้แม่ด้วยฮะ แต่ผมไม่กล้าขอมากเกินไป แต่พระองค์ก็ให้เงินผมมากพอที่จะซื้อทั้งตุ๊กตาและกุหลาบ แม่ของผมชอบกุหลาบขาวฮะ"
ฉันเดินออกมากับรถเข็นของฉัน(รถเข็นที่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตอะ) ฉันไม่สามารถเอาภาพของเด็กชายคนนั้นออกจากจิตใจฉันได้ หลังจากนั้นฉันก็จำข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เมื่อ 2 วันก่อนได้ มันบอกว่าคนขับรถบรรทุกที่เมาเหล้าคนหนึ่งขับรถชนรถอีกคันหนึ่งที่มีหญิงสาวคนหนึ่งกับเด็กหญิงตัวเล็กๆในรถ เด็กหญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที แต่แม่ของเธออยู่ในขั้นบาดเจ็บสาหัส ครอบครัวของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะดึงปลั๊กเครื่องช่วยหายใจเพราะถึงยังไงเธอก็ไม่สามารถดีขึ้นไปกว่าขั้นโคม่าได้ ครอบครัวนี้จะเป็นของเด็กชายคนนั้นรึเปล่านะ
2 วันหลังจากได้พบกับเด็กชายคนนั้น ฉันอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่า หญิงสาวคนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว ฉันไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ได้ที่จะไปซื้อกุหลาบช่อหนึ่ง แล้วไปที่ซึ่งร่างของหญิงคนนั้นได้ถูกเปิดให้คนได้ดูและอธิษฐานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฝัง เธออยู่ในนั้น ในโลงศพของเธอ ในมือมีดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งกับรูปถ่ายของเด็กชายคนนั้น และมีตุ๊กตาวางอยู่บนหน้าอก ฉันออกไปข้างนอกทั้งน้ำตา รู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล ความรักที่เด็กผู้ชายคนนี้มีให้แม่และน้องสาวของเขานั้นจะยังคงอยู่ยืนยาวสุดแก่ก ารจินตนาการ แต่เพียงแค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น คนดื่มเหล้าคนหนึ่งก็ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา


03. Diary สีน้ำเงิน แด่เพื่อนที่ลืมเลือนกัน
เมื่ออาทิตย์ก่อน ฉันได้รับพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาจากเพื่อนคนนึง
เพื่อนซึ่งฉันทำเค้าหล่นหายไปกับกาลเวลานานพอดู เกือบปีที่ไม่ได้เจอะเจอกันเลย ครั้งสุดท้ายฉันรู้จากเพื่อนอีกคนเพียงว่า เค้าป่วย แล้วลาออกจากงาน แล้วพาตัวเองหนีความวุ่นวายของสังคมเมืองกลับไปช่วยกิจการขายของที่บ้านที่เกาะแห่งหนึ่งในจังหวัด ตราด...
ฉันแกะกล่องพัสดุฯ แล้วฉันก็ได้พบ Diary สีน้ำเงิน เล่มหนา ที่ดูเหมือนผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก พร้อมกับข้อความที่เขียนด้วยปากกาเส้นเล็กๆว่า สำหรับความรู้สึกที่ดีของความเป็นเพื่อน พร้อมกับลายเซ็นของตัวเอง ....
นี่มัน Diary ของฉันที่เคยเขียนไปได้เพียงครึ่งหน้าและได้ให้กับเพื่อนคนนี้ในวันหนึ่งที่ฉันได้รู้เรื่องราวไม่สบายใจของเขา และพบว่าที่เขาเล่าให้ฉันฟังมันไม่ใช่ความทุกข์ที่เค้าอยากจะระบายออกมาทั้งหมด
ฉันเลยแนะนำให้เขาเขียนในสิ่งที่เขาอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ และให้บรรยายมันลงใน Diary ของฉันเล่มนี้ แล้วบอกเขาด้วยว่า ถ้าวันนึงที่เขาไว้ใจเพื่อนอย่างฉันเขาคงเล่าความทุกข์ของเขาทั้งหมดให้ฉันได้รับรู้
ฉันพลิกดู Diary สีน้ำเงินเล่มนี้อย่างคร่าวๆ จากหน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ไม่หน้าเชื่อเพื่อนของฉันคนนี้เขียนมาจนหมดทุกหน้า ...ไม่บ่อยครั้งนักที่ฉันจะได้เห็นผู้ชายมานั่งเขียนอะไรมากมายอย่างนี้ และในหน้าสุดท้าย ฉันก็พบรูปของตัวเองที่ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นที่คั่นหนังสือ
กับข้อความหลังภาพที่ว่า ? หากเธอมองฉันผ่านมิตรภาพของความเป็นเพื่อน ฉันก็คงเป็นได้แค่เพียงเพื่อน?
ฉันพลิกกลับมาที่หน้าแรก ตั้งต้นอ่านอย่างตั้งใจ จากหนึ่ง เป็นสอง สาม และสี่ ตามลำดับเรื่อยมา ...ฉันได้พบชื่อของตัวเองบ่อยครั้งใน Diary สีน้ำเงินเล่มนี้ เหมือนกับเป็นการเล่าสู่กันฟังของเพื่อนกับเพื่อน เรื่องราวที่ฉันได้รับรู้จาก Diary หลายต่อหลายครั้งทำเอาฉันนั่งน้ำตาซึม ...
ไม่น่าเชื่อนะ ผู้ชายแข็งๆ กระด้างๆ ที่มักจะทำอะไรให้คนอื่นได้ยิ้มได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลาจะเก็บเอาอะไรมาคิดได้มากมายอย่างนี้ ฉันอ่านมันหน้าแล้วหน้าเล่า...แล้วฉันก็พบว่าเพื่อนที่ฉันเคยคิดว่าฉันรู้จักเขามากพอดู มาวันนี้ฉันกลับรู้สึกว่าฉันไม่ได้รู้จักในตัวตนของเขาสักเท่าไหร่เลย ฉันสัมผัสเค้าได้แค่เพียงเปลือกนอกที่เค้าแสดงออกมาให้คนอื่นได้รับรู้เพียงแค่นั้น...
มีบางแง่มุมที่ไม่เคยได้รู้ ฉันก็ได้รู้ บางเรื่องที่ฉันลืมไปอย่างไม่ได้ใส่ใจก็กลับมาอยู่ในความทรงจำอีกครั้ง ฉันได้อ่าน Diary สีน้ำเงินเล่มนี้ได้มากพอดู ถึงได้รู้ว่า สาเหตุที่เธอกลับมาอยู่ที่เกาะ มาช่วยกิจการที่บ้าน
เพราะอาการป่วยของเธอนั่นเอง เธออยากกลับมาอยู่ใกล้ๆ กลับมาดูแลแม่ของเธอในวาระสุดท้ายของตัวเอง ..หมอบอกเธอว่า โรคมะเร็งที่เธอเป็นอยู่มันจะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก เธอไม่กล้าแม้แต่จะบอกเรื่องนี้กับแม่ซึ่งทำงานหนักมาทั้งชีวิต โดยที่ทั้งแม่และเธอไม่เคยได้รับการใส่ใจดูแลจากผู้เป็นพ่อเลย ..เธอกลัวแม่ของเธอรับไม่ได้
..เธอไม่เคยบอกใครถึงสิ่งที่เธอเป็นอยู่ ทางบ้านรับรู้เพียงว่าเธอสุขภาพไม่ดี ....
ฉันนั่งนึกถึงแม่เธอที่เคยเจอะเจอเมื่อปีก่อน ผู้หญิงที่ดูเข้มแข็ง แกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ แม่เธอบอกเสมอว่าที่ท่านอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะเธอ
เธอเป็นกำลังใจในการต่อสู้และการดำเนินไปของชีวิต..... แม่เธอจะรับได้ไหม ถ้าวันนึงรู้ว่า กำลังใจของแม่กำลังจะจากไป... ฉันรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่เธอได้รับจากอาการข้างเคียงของโรคผ่านตัวหนังสือ ใน Diary สีน้ำเงิน เธอเขียนไว้ว่า หลายต่อหลายครั้งที่เธอร้องไห้ และคิดถึงเพื่อนอย่างฉัน ยิ่งช่วงท้ายๆของ Diary ฉันได้เห็นชื่อของตัวเองบ่อยครั้งขึ้น บ่อยมากจนรู้สึกว่าเวลานั้นเธอคงอยากให้ฉันอยู่ใกล้ๆ เธอจริงๆ แต่เธอไม่เคยโกรธที่ฉันห่างหายมาอย่างนี้ เธอบอกว่า เธอรู้ข่าวคราวและความเป็นไปของฉันตลอดจากเพื่อนอีกคน เธอรู้ว่าฉันเองก็มีเรื่องทุกข์ใจที่ต้องเผชิญอยู่เช่นกัน เธอถึงไม่เคยเรียกร้องจะให้ฉันไปอยู่ข้างเธอยามนี้ ฉันอ่าน Diary สีน้ำเงินเล่มนี้จนจบ ข้อความท้ายๆ ของ Diary คล้ายจะเป็นการสั่งเสีย เหมือนเธอรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับเธอ และเธอกำลังต้องการเพื่อนสักคนในเวลานี้ และคนๆนั้นก็คือฉัน
หากเธอมองฉันผ่านมิตรภาพของความเป็นเพื่อน ฉันก็คงเป็นได้แค่เพียงเพื่อน แล้วฉันก็พบข้อความนี้อีกครั้ง มันเป็นข้อความสุดท้ายใน Diary สีน้ำเงินเล่มนี้ ..ฉันอ่านมันจนจบ พร้อมกับปิดมันลงด้วยความรู้สึกผิด นานแค่ไหนแล้วที่ฉันทำเพื่อนคนหนึ่งหายไปกับกาลเวลา นี่ฉันเป็นเพื่อนชนิดไหนกันนี่ ยามที่เธอต้องการฉัน ฉันกลับห่างหายมาอย่างนี้ ฉันขอโทษ ขอโทษจริงๆ ฉันสัญญา พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปเป็นเพื่อนที่ดีของเธอเหมือนก่อน กลับไปอยู่ข้างๆเธอ ยามที่เธอต้องการเพื่อนสักคน ....แล้วพรุ่งนี้ฉันจะรีบไปหาเธอแต่เช้า กลับไปทำหน้าที่ของเพื่อนที่พึงทำให้เพื่อน ..ฉันสัญญา เธอคงกำลังรอฉันอยู่ ....
วันนี้ฉันมาหาเธอที่บ้าน แต่สิ่งที่ฉันพบ .... คือร่างของเธอที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า....พบแม่ของเธอที่กำลังร้องไห้แทบขาดใจ แม่โผเข้ากอดฉันเหมือนกำลังจะบอกว่า เธอไปแล้ว เธอจากไปแล้ว...... ฉันมาช้าไป มาช้าไปจริงๆ ฉันมาไม่ทันลมหายใจสุดท้ายของเธอด้วยซ้ำ ...
แม่เธอเล่าให้ฉันฟังหลังจากงานศพของเธอผ่านไป ... แม่บอกว่าเธอมักจะพูดคุยถึงเรื่องราวของฉันให้แม่เธอได้รับรู้เสมอ ...เมื่อไหร่ที่เธอรับรู้ว่าฉันกำลังทุกข์ก็ดูเหมือนเธอกำลังทุกข์ไปกับฉันด้วย แม่เคยบอกให้เธอมาหาฉันแต่เธอปฏิเสธ เพราะเธอไม่อยากให้ฉันเห็นเธอในสภาพก่อนที่เธอจะจากไป เธอกลัวว่าฉันจะเป็นห่วงเป็นกังวลไปกับเรื่องราวของเธอ ..แม่เธอบอกกับฉันว่าเธอห่วงฉันมาก แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ เธอยังบอกกับแม่ว่า ถ้าฉันมาที่บ้าน แสดงว่าฉันคงไม่ค่อยสบายใจ รู้สึกแย่กับชีวิต ..ฉันถึงพาตัวเองมาหาทะเลมาหาเพื่อนอย่างเธอ ..เธอฝากให้แม่ดูแลฉันแทนเธอด้วย น้ำตาฉันยังคงอาบแก้ม ขอบคุณ ขอบคุณสำหรับทุกๆความห่วงใยที่เธอมีให้กันเสมอจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ ทะเลหน้าบ้านเธอที่ฉันเคยบอกว่า เป็นทะเลที่สวยที่สุด วันนี้มันดูเศร้าไปถนัดตา ...หลับให้สบายเถอะเพื่อน ฉันจะไม่มีวันลืมเพื่อนอย่างเธอไปได้เลย ..ฉันสัญญา...
วันนี้ฉันนั่งสำรวจตัวเองอีกครั้ง พร้อมกับถามตัวเองว่า ฉันทำใครหล่นหายไปกับกาลเวลาอีกไหม ... แล้วถ้าฉันพบว่ามี ฉันจะรีบกลับไปทวงถามให้เค้ากลับมาด้วยความรู้สึกดีๆ และจะพยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาเค้าไว้กับฉันตลอดไป อ่านจบแล้วอย่านะ........อย่าแอบร้องให้คนเดียว
  ถ้าเพื่อนดี มีหนึ่ง ถึงจะน้อย
ดีกว่าร้อย เพื่อนคิด ริษยา
เหมือนมีเกลือ นิดหน่อย น้อยราคา
ยังดีกว่า น้ำเค็ม เต็มทะเลฯ
ลองทบทวนดูว่าคุณลืมสิ่งใดไปบ้างระหว่างมิตรภาพของคำว่า " เพื่อน"

 

หน้า  l  1  l  23 l

 

 

รำลึกนิรันดร