รำลึกนิรันดร

หน้า  l  1 l  2  l  3 l

04. impressed give
หากคนทุกคนมีความรักและความปรารถนาที่จะทำทุกสิ่ง ทุกอย่าง ให้กับคนที่ตนรักแล้ว มันก็จะสามารถสร้างพลังให้กับคนๆนั้นให้สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่รู้จักเหนื่อยและเบื่อหน่าย
หากทุกๆคนเป็นเช่นนี้ โลกใบนี้จะน่าอยู่สักเพียงไหนนะ มันคงเป็นความฝัน แต่อยากให้มันเป็นจริงจังเลย
เรื่องสั้นเรื่องนี้ อาจจะยาวไปซะหน่อย อย่าเพิ่งขี้เกียจอ่านนะ เพราะรับรองว่าเมื่อคุณอ่านจบแล้ว คุณจะรู้สึกดี อย่างแน่นอน ???.เกินกว่าการมองเห็น???.
ผู้โดยสารบนรถประจำทางกำลังมองผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่ง ที่มีไม้เท้าขาวอยู่ในมืออย่างเห็นอกเห็นใจ เธอเดินขึ้นบันไดรถอย่างระมัดระวัง หลังจากชำระค่าโดยสารให้แก่พนักงานแล้วใช้มือคลำหาที่นั่ง ค่อยๆก้าวลึกเข้าไปตามช่องทางเดิน จนกระทั่งเขาจะเป็นฝ่ายกระซิบบอกเมื่อพบที่ว่าง เธอจึงนั่งลง วางกระเป๋าถือไว้บนตักและเก็บไม้เท้าเอามาพาดไว้บนหน้าขา
หนึ่งปีแล้วที่ซูซานวัย 34 ปีได้กลายเป็นคนตาบอด การวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ผิดพลาด ทำให้เธอต้องตกอยู่ในโลกมืด ไม่อาจมองเห็นได้อีกต่อไป อารมณ์โกธรแค้น สูญเสียและสงสารตัวเอง พลันอุบัติขึ้นและดำรงอยู่นับแต่นั้นเป็นต้นมา ก่อนนั้นซูซานสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่บัดนี้เธอรู้สึกเหมือนถูกลงทัณฑ์ ด้วยเคราะห์กรรมสักอย่างให้กลายเป็นคนไร้ความสามารถ ช่วยตัวเองไม่ได้ กระทั่งกลายเป็นภาระของคนรอบข้าง ?ทำไมฉันต้องเป็นเช่นนี้? เธออยากสู้คดี? หัวใจเธอเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ไม่ว่าจะร่ำไห้คร่ำครวญ ตีโพยตีพายหรือสวดมนต์วิงวอนเพียงใด เธอก็ตระหนักถึงความจริงอันเจ็บปวดว่า สายตาเธอนั้นไม่มีวันกลับคืนมาดีได้ดังเดิมอีกแล้ว เมฆหมอกแห่งความหดหู่ได้ปกคลุมจิตใจที่เคยมองโลกในแง่ดี ของซูซานไปเสียแล้ว เพียงแค่จะใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวัน ก็ดูจะสั่งสมถมเพิ่มความหงุดหงิดและเหนื่อยอ่อนให้เธอเกินจะแบกทานไหว ทั้งหมดนี้จึงทำให้เธอต้องผูกพันอยู่กับมาร์ก ผู้เป็นสามีแต่เพียงผู้เดียว
มาร์กเป็นทหารอากาศซึ่งรักซูซานจนหมดหัวใจ? เมื่อแรกที่เธอนั้นต้องสูญเสียการมองเห็นไปนั้น
เขาได้แต่นั่งมอง ภรรยาจมอยู่กับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ถัดมาเขาก็เกิดปณิธานอันแน่วแน่ที่จะช่วยเธอกลับมาเป็นคนเข้มแข็ง และมีความมั่นใจในตัวเองเหมือนอย่างที่เคยเป็น จากประสบการณ์ด้านการทหารที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี เพื่อเผชิญกับสถานการณ์อันละเอียดอ่อน เขาพบว่านี่เป็นศึกหนัก ที่ยากสุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา ?และแล้วซูซานก็พร้อมจะกลับไปทำงานอีกครั้งหนึ่ง
แต่ปัญหายังมีอยู่ว่า เธอจะเดินทางไปทำงานได้อย่างไร ก่อนนี้เธอ เคยใช้บริการรถประจำทาง แต่ยามนี้เธอกลับวิตกที่จะต้องไปไหนมาไหนโดยลำพัง มาร์กอาสาขับรถไปส่งเธอ แม้ทั้งคู่จะทำงานกันคนละมุมเมืองเลยก็ตาม ความคิดดังกล่าวทำให้ซูซานสบายใจขึ้น ทั้งยังเป็นการสนองความปรารถนาของมาร์ก ที่อยากดูแลคู่ชีวิตผู้ขาดความมั่นใจ ที่จะเผชิญกับสถานการณ์อันเปราะบางที่สุดเช่นนี้ ในไม่ช้ามาร์กก็ตระหนักว่าความคิดนั้น ไม่เข้าท่าวุ่นวายและสิ้นเปลืองมากเกินไป ?ซูซานต้องกลับไปขึ้นรถประจำทางอีกครั้ง? เขาสรุปกับตัวเอง? แต่เพียงแค่คิดจะเอ่ยเรื่องนี้กับเธออย่างไร
ก็ทำให้เขารู้สึกหนักใจเสียแล้ว เนื่องจากเพราะเธอต้องการคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด บวกกับยังเป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่มาก ?เธอจะคิดอย่างไรนะ?? มาร์กอดปรารภกับตัวเองไม่ได้ การณ์เป็นไปตามที่มาร์กคาดไว้ไม่มีผิด ซูซานกลัวที่จะกลับมานั่งรถประจำทางอีกครั้ง
?ฉันตาบอดนะ ? เธอกล่าวอย่างขมขื่น
?แล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันกำลังจะไปไหน มาร์ก?คุณรู้สึกไหมว่าฉันรู้สึกว่าคุณกำลังจะทอดทิ้งฉัน?
หัวใจมาร์กพลอยปวดร้าวเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เขาจึงสัญญาว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเธอทุกเช้าและเย็น
จนกว่าเธอจะค่อยๆคุ้นชิน แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ?
เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่ผู้โดยสารบนรถประจำทางสายนั้น ได้เห็นมาร์กในเครื่องแบบทหารเต็มยศ
ปรากฏร่างอยู่เคียงข้างเป็นเพื่อนเธอทั้งเช้าและเย็นทุกวัน เขาเฝ้าอดทนสอนให้เธอรู้จักใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการได้ยิน เพื่อจะได้รู้ว่าขณะนี้กำลังอยู่ที่ใด รวมทั้งยังสอนให้เธอรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ และช่วยเธอผูกมิตรกับพนักงานขับรถ เพื่อที่เขาคนนั้นจะได้ช่วยดูแลหาที่นั่งให้เธออีกทางหนึ่ง นอกจากนี้เขายังทำให้เธอหัวเราะได้แม้ในวันที่ดูจะเป็นปัญหา
เช่น ตอนที่เธอหกล้มขณะเดินลงรถ หรือตอนที่เธอทำกระเป๋าถือหล่น จนเป็นผลให้เอกสารทั้งหลายทั้งปวงร่วงเกลื่อนทางเดิน ทั้งคู่จะออกเดินทางด้วยกันตอนเช้า แล้วมาร์กก็จะนั่งแท๊กซี่กลับไปทำงานตามปกติ ถึงแม้ว่านี่จะดูเป็นการสิ้นเปลืองและทำให้มาร์กเหน็ดเหนื่อย มากกว่าความคิดแรก
แต่เขาก็รู้ดีว่ามีแต่เวลาเท่านั้นที่จะช่วย ให้เธอสามารถขึ้นรถประจำทางได้ด้วยตัวเอง เขายังเชื่อมั่นในตัวเธอเสมอ?
ซูซานผู้ไม่เคยเกรงกลัวการท้าทายอันใด และไม่ยอมเลิกราอะไรง่ายๆ ในที่สุด วันที่ซูซานรู้สึกว่าตนพร้อมที่จะเดินทางโดยลำพังก็มาถึง ก่อนจะก้าวขึ้นรถประจำทางในเช้าวันจันทร์? เธอได้โอบกอดมาร์กผู้เป็นสามีและเคยเป็นเพื่อนร่วมทางบนรถที่ดีที่สุดของเธอ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันในความซื่อสัตย์ ความอดทนและความรักที่สามีต่อเธอ จากนั้นเธอได้กล่าวลา และนั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองแยกกันเดินทางไปทำงาน จากวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส? แต่ละวันดำเนินไปด้วยดี ทว่าลึกๆ แล้วซูซานไม่เคยรู้สึกดีขึ้นเลย เธอเพียงแต่ทำไปตามปกติ เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง? เช้าวันศุกร์ เธอยังคงขึ้นรถประจำทางไปทำงานเช่นเคย และเมื่อกำลังจะลงจากรถนั้น เธอได้ยินคนขับรถพูดขึ้นมาว่า
?แหม? ผมอิจฉาคุณจัง?
แรกทีเดียวซูซานไม่มั่นใจว่าเขาพูดกับเธอหรือเปล่า? ก็ใครเล่าจะอิจฉาคนตาบอดผู้พยายามรวบรวมความกล้าหาญ เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ แต่ด้วยความอยากรู้ เธอจึงถามกลับไปว่า
ทำไมคุณอิจฉาล่ะ?
คนขับรถตอบว่า ?ผมคงรู้สึกดีมากๆ หากมีใครสักคนมาคอยดูแลปกป้องเหมือนอย่างที่คุณได้รับอยู่ ?
ซูซานไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดจึงถามอีก ?คุณหมายความว่าอย่างไรกัน?
เขาตอบว่า ?คุณรู้ไหมว่าทุกเช้าๆตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีสุภาพบุรุษหน้าตาดีคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารยืนตรงหัวมุมถนน คอยเฝ้าดูคุณเวลาคุณก้าวลงจากรถ รอจนมั่นใจว่า คุณได้ข้ามถนนอย่างปลอดภัยแล้วและยังคงคอย กระทั่งคุณเดินเข้าไปในอาคารสำนักงานจนเรียบร้อย จากนั้นก็ส่งจูบและคำนับให้นิดหนึ่งก่อนจะเดินจากไป? นี่ละ?ผมจึงเห็นว่าคุณเป็นสุภาพสตรีที่โชคดีเหลือเกิน
น้ำตาแห่งความปลื้มปิติค่อยๆไหลรินลงมาอาบแก้มของซูซาน แม้ขณะนี้เธอไม่อาจมองเห็นเขาได้ด้วยสายตาตนเองก็จริง แต่เธอสามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาถึงการมีอยู่ของมาร์ก เธอช่างโชคดี โชคดีมากๆ เพราะเขาได้มอบของขวัญที่มีคุณค่ามากกว่าการมองเห็น?
ข อ ง ข วั ญ ที่ เ ธ อ ไ ม่ จำ เ ป็ น ต้ อ ง ไ ด้ เ ห็ น ถึ ง จ ะ เ ชื่ อ ?
เป็นของขวัญแห่งความรักที่สามรถนำมาซึ่งแสงสว่างไปสู่ทุกๆหนแห่งในความมืดมิด
ที่มา : หนังสือ?โลกไม่ไร้หัวใจเจือจาน
รวมเรื่องแปลแห่งความปรารถนาดี


05. กาแฟใส่เกลือ
เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งนึง เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนนึง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งนึง เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น..... เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น เขาเล่าไปก็น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ นั่นเป็นความในใจลึกๆของเขา ผู้ชายคนไหนที่กล้าบอกว่าเขาคิดถึงบ้าน แสดงว่าเขาต้องรักครอบครัวอย่างมาก และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ดังนั้นเธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้าง ชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไป จนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจ กว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่ เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป! ต้องขอบคุณกาแฟแก้วนั้น และชีวิตรักที่สวยงามเช่นนี้ ก็เหมือนดังเรื่องทั่วไป เมื่อเธอตกลงใจแต่งงานกับเขา และก็มีความสุขมาโดยตลอด.... โดยทุกๆครั้งที่เธอชงกาแฟให้กับเขา เธอต้องใส่เกลือลงไปในกาแฟให้ทุกครั้งไป เธอรู้ว่านี่เป็นกาแฟที่เขาชอบมากที่สุด
หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับนึง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาล แต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียว ตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม ถ้าผมได้มีโอกาสมี ชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกัน แม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม! น้ำตาของเธอหยดใส่กระดาษจดหมายจนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า " มันหวาน "


06. Give and Take
ฉันเกิดและเติบโตในครอบครัวที่อยู่กันแบบครอบครัวไทยโบราณคือ เมื่อลูกหลานแต่งงานกันไปก็จะปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพราะฉะนั้นคำว่าครอบครัวของเราจึงรวมคนตั้งแต่รุ่น ปู่ ย่า ตา ทวด   เนื่องจากครอบครัวของทั้งฝ่ายพ่อและแม่ล้วนอายุยืนเกือบร้อยปีกันทั้งนั้น พวกพี่น้องของฉันจึงชิน  และยอมรับในบทบาทของลูกที่มีพ่อแม่เป็นประมุขของครอบครัวมาตลอด แม้ว่าพวกเราเองก็อายุขึ้นเลย 5 กันหมด
เมื่อพ่อวัย 80 กว่าล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ทั้งสองฝ่ายจึงยอมรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมของร่างกาย สมองและจิตใจ ทั้งนี้เพราะพ่อเคยเป็นใหญ่มาก่อน เป็นทั้งผู้ตัดสินและเป็นผู้ให้แก่ลูกหลานเหลนตลอดชีวิตของการเป็นหัวหน้าครอบครัวมาเกือบ  60 ปี ส่วนพวกเราลูกๆ ก็รู้สึกอิหลักอิเหลื่อที่จะต้องกลายเป็นผู้ดูแลปกป้อง ออกคำสั่งให้พ่อปฏิบัติตาม บ่อยครั้งที่เราหงุดหงิด เพราะพ่อไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราบอกด้วยความรัก หวังดีและห่วงใย ในทรรศนะของเรา ผู้ใหญ่ ?ดื้อ? นี่ไม่น่ารักเท่าเด็กดื้อ จะตีจะดุก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นพ่อบังเกิดเกล้า จะไม่เข้มงวดจ้ำจี้จ้ำไชให้กินอาหารอีกนิดหนึ่งน่า เดินออกกำลังกายอีกหน่อยน่า ก็ไม่ได้ เพราะอาการจะยิ่งทรุดหนักลงไปอีก บ่อยครั้งฉันได้โทรศัพท์ไประบายความกลัดกลุ้มกับเพื่อนรักคนหนึ่งที่ต้องดูแลพ่อ วัยเดียวกัน  การคุยกันยามดึกของเราทุกครั้งจะถูกขัดจังหวะด้วยคำร้องขอว่า "ประเดี๋ยวก่อน ขอฉันจดหน่อย? บ่อยครั้งเข้า กัลยาณมิตรผู้ใจดีจึงบอกว่า ?เธอไม่ต้องหยุดเพื่อจดหรอก เสียฟีลลิ่งหมด แล้วฉันจะเขียนข้อคิดต่างๆ ที่เราคุยกันมาให้เธอทางจดหมาย?
และนี่คือที่มาของเรื่องจดหมายจากเพื่อน
สวัสดีจ้ะ ปิ๊งที่รักยิ่ง
ฉันมีโอกาสได้ดูทีวี. ทูลหม่อมฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ ทรงประทานสัมภาษณ์คู่กับคุณพลอยไพลินเรื่องคอนเสิร์ต 20/21 สิงหาคม มุมมองของฉันคือ คุณพลอยไพลินจะไม่มีวันเวลาเหล่านี้ ถ้าทูลหม่อมฯจะไม่ทรงเป็น Strong Supportor ความเก่ง ความสามารถของคุณพลอยไพลินจะไม่เฉิดฉายขนาดนี้ ถ้าทูลหม่อมฯ
ไม่ทรงทุ่มเทแรงกายและแรงใจ
ท่านทรงเล่าว่า ท่านหาครูที่เก่งมาสอน นั่นคือแรงกาย และท่านทรงพยายามบอกสอนตลอดเวลาว่า ให้ฝึกฝนให้มาพยายามมากเท่าไหร่ ตนเองจะได้รับมากเท่านั้น นั่นคือแรงใจ ฯลฯ
ฉันนั่งดูรายการจบแล้ว นั่งคิดย้อนไปในอดีต นับจากวันที่เราเกิดจนอายุอย่างต่ำๆ 20 ปีเศษ  ที่พ่อแม่ต้องดูแลเลี้ยงดูเรา เพื่อให้เราเติบโตมาอย่างแข็งแรง และมีชีวิตที่มี ?คุณภาพ? เรารับความรักใคร่ ห่วงใย  ความอบอุ่นเอื้ออาทรนอกเหนือไปจากเงินทองข้าวของต่างๆ ที่พ่อแม่สรรหามาให้เราตลอดเวลาเหล่านั้น ก็ถ้าคำว่า ?Give? and ?Take? ยังคงเป็นคำศักดิ์สิทธิ์สำหรับมวลมนุษย์ เรา ?รับ? มา 20 ปี เราก็ควร ?ให้? 20 ปีเป็นอย่างน้อย นี่ไม่รวมดอกเบี้ยนะจ๊ะ
ฉันนั่งคิดต่อไปอีกว่า จะมีลูกสักกี่คนที่จะจิตละเอียดอ่อนโยนพอที่จะทราบซึ้งกับคำว่า ?กตัญญูรู้คุณ?  และพร้อมที่จะตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์จริงๆ โดยไม่คำนึงถึงว่า พ่อแม่จะมีทรัพย์สินเงินทองเหลือไว้ให้หรือไม่ ทำด้วยสามัญสำนึกที่ถูกต้องที่ว่า เวลานี้ท่านแก่แล้ว และวันหนึ่งวันใดในอนาคต ท่านก็จะจากเราไป เวลาของเราที่จะดูแลท่านอาจจะไม่เท่ากับที่ท่านเคยเลี้ยงดูแลเรา หรือแม้จะมีเวลาเท่ากันจริง การ?ให้? ของเราก็ไม่เท่ากับที่ท่าน ?ให้? เรา เพราะสิ่งที่เราให้พ่อแม่ไม่ได้คือชีวิต ชีวิตที่พ่อแม่ให้เรา
ฉันเข้าใจดีนะจ๊ะปิ๊ง ว่าเธอเหนื่อยเธอล้ากับการพยาบาลคุณพ่อซึ่งกำลังป่วยอยู่ แต่เธอต้องยอมรับว่า ภาพที่เราจะได้เห็นแน่ๆจากนี้เป็นต้นไปคือภาพพ่อแม่ที่จะเจ็บไข้ไม่สบาย คนแก่ทุกคนจะคล้ายกัน คือ จุกจิก จู้จี้ ขี้บ่น ดื้อ มีอารมณ์ปรวนแปรโดยหาสาเหตุไม่ได้ เธอต้องเห็นใจว่า จากการที่พ่อแม่เคยเป็นคนแข็งแรง
เดินเหินคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงว่องไว ต้องมาลุกนั่งลำบาก ต้องคอยให้คนช่วยพยุง ช่วยจูง สิ่งเหล่านี้บั่นทอนจิตใจ ทำให้หงุดหงิด และเมื่อเราทำอะไรให้ไม่ถูกใจไม่ได้ดังใจหวัง ก็ขึ้งเคียด อารมณ์เสีย และนี่เองคือสาเหตุที่ทำให้ลูกอย่างพวกเรา แหยง กลัว ท้อแท้ อ่อนแรง และเกือบหมดกำลังใจ แต่ถ้าเราจะตั้งสติให้ดี หยุดคิด และย้อนเวลาไปดูอีกภาพหนึ่ง คือภาพเราเองนอนแบเบาะอยู่ นึกให้เห็นภาพตามความเป็นจริงว่า
เราไร้เดียงสา เราพูดไม่ได้ แต่เราก็ร้องๆๆงอแง เราหิว เราร้อง เราปวดท้อง เราร้อง ขับถ่ายไม่รู้ตัว ฯลฯ พ่อแม่ก็ต้องพยายามหาสาเหตุสารพัดมาแก้ไขเรา หรือถ้าจ้างพี่เลี้ยงพ่อแม่ก็ต้องจ่ายเงินและต้องพิจารณาเลือกคนดีมาช่วยดูแลเรา ดูภาพอดีตตอนเราแบเบาะและเริ่มเคลื่อนไหวได้นะจ๊ะ มือเราไขว่คว้า ขาเราถีบอากาศ เราดิ้น เราพลิก เราร้อง ใช่?เรายิ้มด้วย และเราก็บอกตัวเองตอนนี้ว่า เด็กๆ ไร้เดียงสา ดูน่ารัก เราเข้าข้างตัวเอง โดยลืมว่าในความไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราว เราคือความห่วง ความหนักใจของพ่อแม่ที่ลึกๆ มีต่อเรา ตอนเราเล็กไม่มีฟัน พ่อแม่ป้อนเราด้วยของเหลวนานาชนิดเพื่อบำรุงเรา พอเราโตขึ้นมาอีกนิด พ่อแม่ต้องบดอาหารให้เรา พอเคี้ยวได้ โตขึ้นมาอีกหน่อยเราเริ่มมีปัญหา อาจจะผักไม่ชอบ ปลาเหม็น ไก่ไม่เอา ฯลฯ โดยเราไม่รู้ตัว เราเริ่มคลานไปตามที่ต่างๆ ให้พ่อแม่เราเวียนหัว เราเตาะแตะ เราวิ่ง หลายสิ่งหลายอย่างที่ทำความกังวล ความเหนื่อยให้กับพ่อแม่ แต่เราก็มีข้ออ้างให้กับตัวเองอีกว่า เราตัวเล็ก พ่อแม่ตัวโต  คว้าเราง่าย ตีเราได้ แต่แท้ที่จริงพ่อแม่ก็เครียด อ่อนเพลีย เหนื่อยล้ามากจากที่อื่นเหมือนกัน ไม่ใช่เก็บเงินจากต้นไม้มาเลี้ยงเรา
ดูอีกภาพหนึ่งนะจ๊ะ ภาพพ่อแม่ที่ไม่ได้ตั้งใจ อารมณ์เสีย เกรี้ยวกราด ฯลฯ ทั้งๆ ที่เราก็แค่ยืนดูเฉยๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะทำอะไรไม่ได้มาก เรารอจนพ่อแม่สงบเองเพราะหมดแรง เรายังแอบบอกตัวเราเองว่า เรารับไม่ได้ เราเครียด เราอึดอัด   แล้วตอนเราเป็นเด็กเล็กๆ ล่ะ อยากได้อะไรแล้วไม่ได้ มีใครเฉยและอมยิ้มบ้าง เปล่าเลย เราร้องแบบภาษา ชาวบ้านพูด คือ ?แห?ปากร้อง? เท่านั้นยังไม่พอ เรายังลงไปดิ้น ไม่ใช่ ?ดิ้น? ตามจังหวะเพลง แต่ดิ้นตามอารมณ์เรา ลองคิดต่อไปอีกนิดเดียวนะจ๊ะว่าช่วงเวลาเหล่านั้น ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้เราร้องไปเรื่อยๆ โดยไม่พยายามหา กลอุบายมาปลอบมาหลอกล่อเรา เราอาจจะร้องจนขากรรไกรค้าง ปากเบี้ยวตาเหล่ (ไม่สวยเฉียบอย่างเธอ ทุกวันนี้) หรือขาดใจตายไปแล้วก็ได้ ใคร ?ฤทธิ์? มากกว่าใครจ๊ะ
ฉันเคยฟังพระท่านเทศน์ว่า พ่อแม่เป็นอรหันต์ของบุตร เป็นพรหมของบุตร พ่อแม่เป็นธนาคาร เป็นอาจารย์ คนแรก เป็นมิตรแท้ ยามลูกทุกข์ พ่อแม่ทุกข์ ยามลูกสุข พ่อแม่สุขด้วย เป็นดวงไฟส่องทาง เป็นจราจร พ่อแม่เป็นหลายอย่างหลายประการสำหรับลูก และที่สำคัญ แม่เลี้ยงลูกด้วย เรือน 3 น้ำ 4 หมายถึง เรือนครรภ์ ท้องแม่คือห้องนอนห้องแรกของลูก ให้ลูกตา แขนขาครบ 32 ประการ เรือนตัก อุ้มเราไว้ในอ้อมแขน นอน/นั่งตัก เรือนอาศัย ให้ที่กินอยู่อาศัยดูแลเลี้ยงดูลูกด้วยน้ำนม ที่แปลงจากสายเลือดและคุณค่าทางอาหาร อบรมสั่งสอนลูกด้วย น้ำคำ อ่อนโยน อ่อนหวาน ต้องใช้ น้ำแรง คือ แรงกาย แรงปัญญาหาเงินมาเลี้ยงดูลูกถนอมเลี้ยงด้วยการุณย์ และมีน้ำใจ ให้ลุกทุกอย่าง มอบทรัพย์สมบัติให้ พ่อแม่เลี้ยงลูกให้เติบใหญ่ด้วยความหวังว่า ลูกจะดูแลท่านเมื่อยามแก่เฒ่า เจ็บไข้ไม่สบายและหวังลูกช่วยปิดตาเมื่อวันตาย
ทุกครั้งที่มองภาพพ่อแม่นะจ๊ะ ปิ๊ง ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง ภาพช้า ฯลฯ ไม่ว่าจะได้ยินคำพูดอย่างไร หรือไม่ เราควรมองด้วยปัญญาพิจารณาด้วยว่า นี่คือสัจธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เกิด แก่ เจ็บ ? ทุกระยะมีคำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป กำกับอยู่ด้วย ดูวันมา เอาอะไรมา  และวันไป จะเอาอะไรไป
ฉันเคยฟังพระอีกเหมือนกัน ท่านเทศน์ว่า พระคุณของบิดามารดามีมากมายมหาศาล ยากที่ลูกจะทดแทนได้
แม้แต่จะแบกบิดามารดาไว้บนบ่าซ้ายและขวาให้นั่ง นอน กิน อยู่ อาบน้ำขับถ่ายบนบ่า เราก็ยังทดแทนบุญคุณไม่ได้หมด ทางเดียวที่จะทำได้คือ น้อมนำธรรมะมาสู่ท่าน ผู้ชายจะโชคดีกว่าเราตรงบวชเรียนได้ เราเองจะทำให้อย่างมากคือ ถือศีล 8 บวชใจเรา เพราะฉะนั้นการที่เธอ ตั้งใจจะนั่งสมาธิในขณะเฝ้าไข้ เป็นการกระทำที่ฉันขออนุโมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่งจ้ะปิ๊ง
เพื่อนฉันคนหนึ่งอ่านเจอประโยคที่ว่า ?Friendship is in one soul dwellin into two bedies? ฉันคิดว่าประโยตนี้อธิบายคำว่า ?เพื่อน? ได้เป็นอย่างดี ขอเป็นกำลังใจให้เธอดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทำสมาธิเพื่อให้จิตแข็งแกร่ง หน้าที่ความรับผิดขอบเราหมดลงวันใด เวลาที่เหลือจะเป็นของเราทันที เราคงจะต้องเป็นอย่างเพื่อนเราพูด คือ Late bloomer.. แม่ดอกบานเย็น แต่เราก็เป็นดอกไม้ที่บานหอม เย็นตา เย็นใจ มีคุณค่าในตัวเราเอง และเราอาจจะเป็นคนที่น่าชื่นชมสรรเสริญ สำหรับสังคมที่ใกล้ชิดเรา เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลานเรา ทั้งนี้เพราะว่าเราได้ทำ ?หน้าที่? ของขีวิตเราครบถ้วนแล้วจริงๆ
ด้วยรักและคิดถึงอย่างยิ่ง
บุษ
ปัจฉิมลิขิต
ทันทีที่อ่านจบ ฉันได้ยกมือไหว้จดหมายฉบับนั้นที่สามารถฉุดฉันให้พ้นจากปากเหวแห่งความบาปที่จะบังเกิดขึ้น ฉันได้เวียนจดหมายไปให้น้องสาวและน้องชายอ่าน น้องชายบอกว่า เพียงแค่หน้าแรกก็น้ำตาซึมแล้ว ส่วนน้องสาวผู้มักมีเรื่องกระง่องกระแง่งกับแม่อยู่เป็นนิจ อ่านจบก็เดินไปกราบเท้าแม่ ทั้งคู่ปรารภว่า น่าจะพิมพ์เก็บไว้ให้ลูกหลานของเราอ่านบ้าง เมื่อถึงเวลาอันควร ฉันได้วานให้เพื่อนผู้ที่ยังคงทำงานอยู่จัดการให้ เพียงไม่กี่วันให้หลัง เธอก็ส่งเอกสารที่พิมพ์เรียบร้อยมาให้ 10 ชุด พร้อมคำขอบคุณที่ช่วยให้เธอเข้าใจ และมีกำลังใจดูแลแม่วัย 80 กว่าต่อไป เสริมด้วยเสียงหัวเราะว่า ?เธอรู้ไหม น้องคนที่พิมพ์ให้นี่น่ะ พอพิมพ์เสร็จ เขาออกไปซื้อเก้าอี้นวดแบบไฟฟ้าให้แม่ทันที แทนที่จะซื้อคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ให้แก่ลูกชายตามที่ได้ตั้งใจไว้? แล้วคุณล่ะ ได้ทำอะไรที่เป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่หรือยังในวันนี้
จากนิตยสารพลอยแกมเพชร ฉบับที่189 ผู้ประพันธ์ บุษดี


07. ขนมแห่งความรัก
ไอ้ทิ
หรือพ่อกะทิ ชายหนุ่มโผงผางผู้กำพร้าพ่อแม่ อยู่ตัวคนเดียว พูดจริงทำจริง ขยันขันแข็งเอางานเอา
การ เสร็จจากงานนาก็มารับจ้างขี่ควายส่งคนเข้าซอย ทุกคนในหมู่บ้านล้วนรักและเอ็นดูไอ้ทิ ยกเว้นผู้ใหญ่
ปลั่ง เพราะผู้ใหญ่ปลั่งมีลูกสาวสวย ที่ดันมาหลงรักไอ้ทิด้วยเช่นกัน
แม่แป้ง
ลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่ปลั่งสาวสวยประจำหมู่บ้าน นางเจอกับไอ้ทิในวันลอยกระทง ทั้งคู่ขี่ควายสัญญา
กันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าจะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอเอาความรักแท้ที่จริงใจ
ฝ่าฟันข้ามไป
แล้วไอ้ทิก็รวบรวมเงินทองเท่าที่เก็บสะสมมาได้ ไปบ้านผู้ใหญ่ปลั่งเพื่อสู่ขอแม่แป้ง ซึ่ง
ผู้ใหญ่ก็ต้อนรับมันอย่างดี ด้วยชายฉกรรจ์ 6 นาย พร้อมอาวุธครบมือ ไอ้ทิไม่ว่ากระไร ได้แต่พาร่างอัน
สะบักสะบอมกลับไปบ้านนอนหยอดน้ำข้าวต้มหลายวัน ด้วยใจยังตั้งมั่นว่า วันหน้าจะมาขอใหม่ ขอไปจน
กว่าผู้ใหญ่จะใจอ่อน
ในที่สุดผู้ใหญ่ปลั่งก็ปิดหนทางความรักของไอ้ทิด้วยการคลุมถุงจัดงานแต่งงานให้ลูกสาวกับปลัดหนุ่มจาก
บางกอก ไอ้ทิรู้ข่าวจึงรีบวิ่งทุรนทุรายหมายจะมาทำลายพิธี ซึ่งผู้ใหญ่ปลั่งก็รู้ดีว่าไอ้ทิต้องกระทำแบบนี้
จึงขุดหลุมพรางดักรอเอาไว้ แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้าย ก็แอบหนีหมายจะมาห้ามคนรักไม่ให้หลงกล
เหตุการณ์ต่อไปนี้ไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์ได้แต่ปะติดปะต่อมาจากคำบอกเล่าของชาวบ้านแบบปากต่อ
ปากว่า
... คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม แม่แป้งแอบวิ่งฝ่าความมืดออกมาดักหน้าไอ้ทิ ไอ้ทิเห็นแม่แป้งวิ่งมาก็ดีใจ รีบ
วิ่งไปหา แม่แป้งเห็นไอ้ทิรีบวิ่งมาก็รีบวิ่งเข้าไปหาให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ฉับพลัน...ร่างแม่แป้งก็ร่วงหล่นลงไป
ในหลุมพรางของผู้ใหญ่ปลั่งต่อหน้าต่อตาไอ้ทิทันที อารามตกใจ ไอ้ทิรีบกระโดดตามลงไปเพื่อช่วยเหลือ
อารามดีใจ สมุนชายฉกรรจ์ 6 นายของผู้ใหญ่ปลั่งรีบเข้ามาโกยดินฝังกลบ เพราะคิดว่าก้นหลุมมีเพียงไอ้ทิ
ผู้เดียวที่อยู่ในนั้น
... รุ่งเช้า ผู้ใหญ่ปลั่งเดินยิ้มมาขุดหลุมเพื่อดูผล ภาพเบื้องล่างพบไอ้ทิตระกองกอดทับร่างแม่แป้งลูกสาว
ของตน นอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อยิ้มถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่ปลั่งสั่งลูกสมุนสร้างเจดีย์คลุม
ครอบปิดหลุมนั้นไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจคนทั่วไปว่า อย่าคิดทำร้ายหรือทำลายความรักของใครอีกเลย
สถานที่ตั้งเจดีย์นั้นไม่มีใครรู้แน่นอน จะมีก็แต่เพียงอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็น
ประเพณี
ทุกแรมหกค่ำเดือนหก ชาวบ้านที่ศัรทธาในความรักของไอ้ทิกับแม่แป้งจะตื่นตั้งแต่มืด เข้าครัวเพื่อทำขนม
ที่หอมหวาน ปรุงจากแป้งและกะทิ บรรจงแคะจากพิมพ์ แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า
จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป ขนมนี้เรียกขานกันในนาม ขนมแห่งความรัก หรือเรียกย่อๆว่า " ขนม ค.ร.ก."...
(ขนมของ "คนรักกัน" )


08. ราคาของนมสดหนึ่งแก้ว
เหตุเกิดขึ้นในสหรัฐเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว เด็กชายเคลลี่เกิดในครอบครัวฐานะยากจน ต้องหาเงินเรียนเอง
ด้วยการซื้อของแล้วเดินขายของตามบ้านในเมืองใกล้เคียง วันหนึ่งหลังจ่ายค่ารถ และค่าสินค้าแล้ว ก็พบ
ตัวเองหิวจัด และเหลือเงินเพียง 10 เซนต์ไม่พอซื้ออาหารแม้เพียงมื้อเดียว จึงคิดจะขออาหารจากบ้าน ที่
กำลังเดินไปถึง แต่หลังกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู เขาเกิดความละอาย ในการขออาหาร
เหมือนขอทาน ที่ทำมาหากินไม่เป็น จึงขอเพียงน้ำเปล่าแก้วเดียว แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตเห็นท่าทาง
ของเด็กชายเคลลี่ทราบว่าหิวจัด เธอจึงได้นำเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เขา เคลลี่ดื่มนมอย่างกระหาย จน
หมดแก้วแล้วถามว่า "ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ" เธอตอบว่า "ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก
แม่ของฉันสอน ไม่ให้รับสิ่งตอบแทน จากการให้น้ำใจไมตรี" เขาซาบซึ้งใจมากและตอบว่า "ถ้าเช่นนั้น ก็
ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ" เด็กชายเคลลี่ไม่เพียงรู้สึก ถึงกำลังแข็งแรง
จากนมสดแก้วโตเท่านั้น แต่ยังเข้าใจในเรื่อง น้ำใจไมตรีเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อีก 30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่งป่วยหนัก ด้วยโรคหัวใจที่แพทย์ท้องถิ่นไม่อาจรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ ผู้
เชี่ยวชาญพิเศษด้านโรคหัวใจคนหนึ่ง หลังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้อ่านประวัติผู้ป่วย เขาสะดุดใจกับชื่อหมู่
บ้านของผู้ป่วยรายนี้ จึงตั้งใจผ่าตัดหัวใจ อย่างพิเศษด้วยอุปกรณ์ ทันสมัยที่สุด และยาราคาแพงที่ดีสุด
จนผู้ป่วยหายเป็นปกติ พร้อมจะกลับบ้าน แต่เธอเกรงว่าค่ารักษาพยาบาลจะแพง หลายหมื่นดอลลาร์ ซึ่ง
เธอเข้าใจว่าคงจะต้องทำงานทั้งชีวิต กว่าจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และ
ไม่สามารถไปเบิกเงินคืน ได้จากที่ไหน แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นบอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี ให้นำใบ
เก็บเงินไปให้เขาพร้อมกับใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัดแล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้าน
ได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเก็บเงินนั้นมีว่า "จ่ายค่า
รักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว" ลงนาม นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่ นัท ผู้เสนอเรื่องระบุ
ตบท้ายว่า "ราคาของนมสดหนึ่งแก้ว" เป็นเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวกับน้ำใจไมตรี ในต่างประเทศ (ข้อมูลจาก
คณะทำงาน กลุ่มน้ำใจไมตรี ประเทศสิงคโปร์ จากจดหมายของ นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่)


09. แค่อยากรู้ .... เธอยังไม่ลืมฉัน?
ภาพมิตรภาพแสนซื่อ ขณะที่พิกเล็ทเดินตามหมีพูห์ไปต้อยๆ รอยเท้าคู่เล็กๆย่ำไปบนหิมะเคียงข้างกับรอย
เท้าของพูห์ไปตลอดทาง เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ทั้งคู่คงเดินมาด้วยกันนานพอสมควร และคงไม่ได้คุยอะไรกันเลย พิกเล็ทเลยต้อง"ขอเสียง"ด้วยการเรียกพูห์ เมื่อพูห์ขานรับและถามกลับว่า "มีอะไรหรือพิกเล็ท" พิกเล็ทกลับเกาะมือพูห์ไว้ ก่อนตอบว่า "เปล่า ไม่มีอะไร แค่อยากมั่นใจว่าเราเดินมาด้วยกันเท่านั้นเอง"
ภาพนี้ ถ้อยสนทนานี้ เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง สังเกตไหมว่าพูห์เดินนำหน้า ควรเป็นพูห์หรือเปล่า ที่น่าจะเป็นฝ่าย "ขอเสียง" พิกเล็ท ว่ายังเดินตามตัวเองมาหรือไม่ นั่นหมายถึงว่าเป็นความกังวลในใจพิกเล็ทเอง ที่
เกรงว่าพูห์จะลืมเพื่อนตัวเล็กๆอย่างเขา
ในชีวิตเราทุกคนคงเคยผ่านพบมิตรภาพแสนดี แต่มีกี่คนที่รักษามันไว้ได้คงมั่นไม่หวั่นไหว วันคืนแห่งชีวิตกลืนกินและฉุดดึงเรารุดไป หันกลับมามองข้างหลังอีกทีอาจจะเศร้าใจ หากพบว่าคนที่เราไว้ใจ ... ไม่มีใครเดินตามเรามาอีกแล้ว
ไม่อยากเดินข้างหน้าเพราะเกรงว่าฉันจะลืมเธอ ไม่อยากตามหลังเช่นกัน กลัวตามไม่ทัน กลัวเธอทำฉันหล่นหาย อยากให้เราเดินเคียงกันไป อย่างอุ่นใจมั่นใจ ว่าตลอดการเดินทางชีวิตอันยาวไกล ... เรายังมีกันและกันไปตลอดทาง

 

หน้า  l  1 l  2  l  3 l

 

 

รำลึกนิรันดร