


5. คิดใหม่ ทำใหม่ให้ได้บุญ
"ชนเหล่าใด ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดที่บริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำให้ที่พักอาศัย บุญของชุมชนเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงามทั้งคืนทั้งวันตลอดทุกเวลา ชนเหล่านั้นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้เดินทางสวรรค์" พุทธพจน์
การทำบุญในวาระต่างๆ
งานวันเกิด
มักนิยมทำบุญเลี้ยงพระกัน บางคนอาจจะเลือกทำบุญกับสามเณรหรือแม่ชีบ้างก็ได้ มีไม่น้อยที่รวมเพื่อนฝูงญาติ มิตรไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า หรือผู้สูงอายุที่บ้านพักคนชรา หากต้องการทำบุญที่เป็นประโยชน์ทางสังคมอื่นๆ ก็สามารถบริจาคทรัพย์หรือสิ่งของแก่องค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ อาทิ หน่วยงานที่ทำงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ หน่วยงานป้องกันด้านยาเสพติด หรือหน่วยงานที่ช่วยเหลือด้านเด็ก ผู้หญิง คนพิการ ฯลฯ บางคนก็นิยม เอาเงินไปไถ่ชีวิตโคกระบือที่กำลังจะถูกฆ่า ส่งเงินไปช่วยโรงพยาบาลช้าง บ้างก็นิยมไปบริจาคโลงให้กับผู้อนาถายากไร้ หรือซื้อหนังสือบริจาคห้องสมุดก็เป็นบุญทางปัญญาอีกทางหนึ่ง ที่น่าสนใจมากคือการสนับสนุนกำลังกายและกำลังทรัพย์ เพื่อช่วยงานพระสงฆ์ที่ทำเรื่องการรักษาป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพระสงฆ์ที่ช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ช่วยเรื่องการศึกษาของพระ เณร และแม่ชี วิธีทำบุญในงานวันเกิดแบบสร้างสรรค์ยังมีให้คิดได้อีกมาก
งานแต่งงาน
แน่นอนว่าในฐานะชาวพุทธ งานแต่งก็ต้องนิมนต์พระมาเพื่อทำบุญในงานอยู่แล้ว นอกจากนี้คู่สมรสยังสามารถจัดของชำร่วยให้เกิดบุญกุศลได้ด้วย ของชำร่วยในงานที่มักจะเป็นพวงกุญแจ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ เช่น เทปธรรมะ หนังสือธรรมะ หนังสือต่างๆ ที่คิดว่าเหมาะกับผู้รับและเข้ากับบรรยากาศของงานแต่ง จะเป็นวรรณกรรมเด็กก็น่าสนใจ เคยมีคู่บ่าวสาวคู่หนึ่งจัดพิมพ์หนังสือ "เจ้าชายน้อย" เป็นของชำร่วยแจกให้แขกเหรื่อใน งาน นอกจากจะเป็นการปลูกนิสัยรักการอ่านให้กับผู้รับแล้ว วรรณกรรมเด็กบางเรื่องยังมีเนื้อหากินใจเหมาะกับบรรยากาศของงานอีกด้วย
งานทำบุญบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ เปิดสำนักงานใหม่
หากเราย้อนไปมองงานบุญของคนไทยรุ่นก่อน จะเห็นว่าพิธีกรรมต่างๆ มุ่งประโยชน์ให้เกิดทั้งทางด้านวัตถุให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เกิดความสัมพันธ์กลมเกลียวกันในหมู่ญาติมิตร และชุมชน ทั้งมีความอิ่มเอิบทางจิตใจและได้ข้อคิด คุณธรรมให้เกิดปัญญา แต่งานทำบุญบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ หรือเปิดสำนักงานใหม่ ที่น่าจะเป็นโอกาสให้เกิดมิติทางสังคมดังกล่าว กลับมีน้อยลง เจ้าภาพมักเน้นเชิญแต่แวดวงธุรกิจที่ตัวเองรู้จัก ไม่ค่อยได้สนใจชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง งานบุญได้เปลี่ยนเป็นการใส่ซอง ที่สะดวกสบาย แต่ขาดมิติทางความสัมพันธ์แบบเก่า งานทำบุญบ้านหรือทำบุญขึ้นสำนักงานใหม่ นอกจากนิมนต์พระมาเจริญพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่งานแล้ว หากจัดให้มีรายการเสวนา ที่มีเนื้อหาสาระที่เหมาะสมกับงาน ก็จะเป็นข้อคิดและประโยชน์ แก่ผู้มาร่วมงานและชุมชนไม่น้อย หรือหากเวลาจำกัดและดูจะยุ่งยาก อย่างน้อยเจ้าภาพก็สามารถให้ผู้มาร่วมงานบุญ มีส่วนร่วมทางสังคมได้คือ รวมเงินช่วยงานบุญนั้นเป็นเงินกองกลางในการพัฒนาชุมชนในเรื่องต่างๆ เช่น ซ่อมตู้โทรศัพท์สาธารณะ บริการถังเก็บขยะ รวมทั้งการจัดเก็บขยะ หรือดูว่าในชุมชนมีสาธารณูปโภคอะไรที่ยังขาดแคลน ก็อาจนำเงินส่วนนี้มาบริหาร นี่ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้งานบุญของเราเชื่อมโยงกับชุมชนได้
ทำบุญใส่บาตรในวันธรรมดาและช่วงเทศกาล
การทำบุญตักบาตร ถือเป็นประเพณีนิยม และวิถีปฏิบัติของคนไทย มาเนิ่นนาน คนรุ่นก่อนมักจะพิถีพิถัน และประณีตในการทำอาหารถวายพระ ถือเป็นความสุขใจ และต้องการให้พระท่านได้ฉันอาหารที่ดีมีประโยชน์ และมีความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ตักบาตรได้รับบุญโดยสมบูรณ์ แต่เดี๋ยวนี้มีความสะดวกมากขึ้น มีร้านค้าที่ขายข้าวถุง แกงถุง สำหรับใส่บาตรไว้ให้เรียบร้อย โดยมากจะวางแผงในตลาด บริเวณที่พระออกเดินบิณฑบาต เพื่อสะดวกต่อผู้ซื้อจะได้ใส่บาตรได้ทันที มีข้อน่าสังเกตว่าอาหารเหล่านี้ มีความพิถีพิถันประณีตบรรจง ในการประกอบอาหาร และมีความหลากหลาย ของรายการอาหาร มากน้อยเพียงใด ผู้
ตักบาตรอาจไม่ค่อยได้สนใจเพราะไม่ได้ตักบาตรทุกวัน แต่พระที่บิณฑบาตนั้นท่านต้องฉันอาหารซ้ำๆ อยู่เสมอ ทำให้การทำบุญกลายเป็นบุญที่ไม่ประณีตโดยไม่รู้ตัว หากเราสละเวลามาปรุงอาหาร หรือพิถีพิถันในการเลือกอาหารในการตักบาตร ก็จะได้รับบุญโดยสมบูรณ์เหมือนคนรุ่นพ่อแม่เราได้ปฏิบัติกันมา
การใส่บาตรพระตอนเช้า ควรเป็นช่วงเวลาของการใส่บาตรอาหารสด และมีญาติโยมจำนวนไม่น้อยที่นิยมถวายดอกไม้ ธูปเทียน อาหารกระป๋องและน้ำบรรจุขวด น้ำแต่งกลิ่นใส่สี ใส่วัตถุกันเสียที่เห็นบรรจุในขวดเหมือนน้ำส้ม หากหลีกเลี่ยงได้ก็ถือเป็นความพิถีพิถันในการใส่บาตร เพราะของบางอย่างเป็นภาระในการถือ โดยเฉพาะน้ำบรรจุขวด บางครั้งพระท่านต้องหิ้วน้ำหลายขวด ซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก อาหารและน้ำบางชนิด ก็มีคุณค่าทางอาหารต่ำ หรือเป็นผลเสียต่อสุขภาพของพระท่านด้วยซ้ำ
สำหรับช่วงเทศกาล ชาวพุทธจะพากันใส่บาตรพร้อมกันมากจนอาหารล้นเหลือ ทางที่ดีควรเลือกใส่อาหารแห้ง จะดีกว่าเพราะเก็บไว้ได้ในวันถัดไปเพื่อหลีกเลี่ยงอาหารเหลือทิ้ง สำหรับอาหารแห้ง ในบางวัดจะมีการจัดเก็บไว้บริจาค ให้กับถิ่นที่ขาดแคลน หรือเราอาจเลี่ยงไปใส่บาตรวันอื่นที่ไม่ใช่วันเทศกาลแทน หรือเปลี่ยนไปถวายสังฆทานที่วัด ถวายเงินเพื่อการศึกษาของพระเณรในที่มีกองทุนเพื่อการศึกษาของสงฆ์ หรือไปปฏิบัติธรรม ทำความดีอื่นๆ ได้อีกมากมาย
งานศพ
หากเราต้องการจะประยุกต์พิธีกรรม ในการทำบุญ ให้เหมาะกับยุคสมัย และเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คงไม่มีพิธีกรรมใดในเวลานี้ ที่สมควรปรับปรุงยิ่งกว่าพิธีศพ โดยเฉพาะในเมือง สิ่งที่ควรทำคือ ทำให้พิธีต่างๆ สื่อกับผู้คนมากขึ้น เช่น นอกจากนิมนต์พระมาเทศน์แล้ว ควรนึกถึงการจัดบรรยาย หรือเสวนาในงานศพด้วย จะเป็นเรื่องธรรมะล้วนๆ เรื่องสุขภาพ หรือคติชีวิต จากประวัติผู้ตาย ก็ล้วนเป็นประโยชน์ และน่าจะได้รับความสนใจ จากผู้มาร่วมงานศพ แทนที่จะคิดมาสังสรรค์พูดคุยกันเท่านั้น
สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การทำให้งานศพ เป็นโอกาสในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น การบริจาคเงินในนามของผู้ตาย เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สนับสนุนการศึกษาของสงฆ์ หรือสนับสนุนพระสงฆ์ที่ทำงาน สงเคราะห์ชุมชนเป็นต้น
แม้แต่พิธีกรรมที่เจ้าภาพมุ่งทำบุญอุทิศแก่ผู้ตาย เช่น ลูกหลานมาบวชหน้าไฟ ที่มักให้ระยะเวลาสั้นเกินไป ตามโอกาสและเงื่อนไขที่จำกัด เราอาจเลือกวิธีปฏิบัติที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของครอบครัวเราได้ และได้ผลบุญทั้งแก่ตัวเราและผู้ตาย ลองพิจารณาดูตั้งแต่ การปฏิบัติธรรมดูลมหายใจ อานาปานสติภาวนาอุทิศให้ผู้ตาย ซึ่งสามารถทำได้ โดยไม่ต้องปลีกวิเวกปลีกงานไปปฏิบัติ อาจปฏิบัติหลังกลับจากทำงานก็ได้ หรือเลือกที่จะอดอาหารก็เกิดบุญ และ สามารถอุทิศให้ผู้ตายได้เหมือนกันในแง่ความเพียร หรือหากมีเวลาก็อาจเลือกไปปฏิบัติธรรมเป็นช่วง ตามรายการอบรมที่มีจัด เช่น สวนโมกขพลาราม วัดทุ่งไผ่ เสถียรธรรมสถาน ศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมกมลา (โคเอ็นก้า) ฯลฯ หรืออาจปฏิบัติอยู่ในวัดใกล้ๆบ้านก็น่าสนใจ หากไม่มีเวลาจริงๆ การถือศีล ๘ อยู่ที่บ้านก็มีอานิสงส์ไม่น้อย
สำหรับธรรมเนียมของงานศพ ที่ต้องเปิดฝาโลงให้ญาติได้เห็นผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย ให้ถือว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ทำ มรณสติ ระลึกรู้ถึงความตาย เป็นเรื่องการภาวนาภายในที่จะต้องเผชิญกับอารมณ์โศกเศร้าแห่งการพรัดพราก แต่ถ้ายังทำใจไม่ได้มั่นคง การร้องไห้ก็เป็นการปลดปล่อยทางอารมณ์ ซึ่งถือเป็นปรกติวิสัยของมนุษย์ปุถุชน หากซ้อนสติแห่งการรับรู้การร้องไห้นั้น เข้าไปก็ยังถือว่า เป็นจังหวะเหมาะที่จะเรียนรู้ตัวเองอย่างมีสติภายใต้ความเศร้าโศก ฟูมฟาย
ส่วนใหญ่งานศพจะจัดงานหลายวัน นานเป็นสัปดาห์ยิ่งจัดหลายวันแบบนี้ พิธีกรรมที่ไม่จำเป็น และเป็นการสิ้นเปลือง ก็ควรจะนำมาทบทวนกันบ้างการเลี้ยงข้าวต้ม หรืออาหารรอบดึก (หลังพระสวดเสร็จจบที่สอง) เจตนาของเจ้าภาพคงต้องการรับรองผู้มาร่วมงาน ที่อาจจะกินข้าวเย็นไม่ทันก่อนมางาน หรือถือเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับ ถ้าพิจารณาในแง่นี้แล้ว จะเห็นว่าการเลี้ยงอาหารรอบดึกนี้มีความจำเป็นน้อยมาก เพราะผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่มักเตรียมพร้อมมาร่วมงานอย่างดีแล้ว ส่วนใหญ่อาหารที่เตรียมไว้ จะเหลือเป็นภาระแก่เจ้าภาพอีก และการเลี้ยงอาหารรอบดึกยังมีส่วนทำให้พิธีเสร็จช้า ทั้งดูไม่เหมาะสม ที่ฆราวาสจะมากินอาหารต่อหน้าพระสงฆ์ที่มาสวดในพิธี การจัดดอกไม้ประดับในพิธีและโลงศพ บางครั้งก็มากเกินความจำเป็น หรือพิธีกรรมแบบประเพณีจีน เช่น กงเต็ก ก็น่าจะมีการประยุกต์ให้สมกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในขณะนี้
สำหรับพวงหรีดที่ผู้มาร่วมงานนำมาเคารพศพ ที่มักนิยมใช้ผ้าขนหนูมาประดิษฐ์ หรือดอกไม้สด ก็นับว่าได้ประโยชน์อยู่ แต่ถ้ามากเกินไปก็จะกลายเป็นของเหลือใช้หรือเน่าเสียได้ หากต้องการให้เกิดประโยชน์เต็มที่ในการทำบุญงานศพ เจ้าภาพอาจสอบถามทางวัด ว่าต้องการอะไรหรือตั้งใจจะนำของไปบริจาคใคร ก็อาจจะเขียนแจ้งลงในบัตรเชิญว่า "ขอเชิญบริจาคพันธุ์ไม้ถวายวัด แทนพวงหรีด" หรือ "ขอเชิญบริจาคอุปกรณ์กีฬามอบให้กับโรงเรียน แทนพวงหรีด" เพื่อเก็บรวบรวมไปบริจาคให้โรงเรียนที่ขาดแคลน เป็นการทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย วิธีการนี้อาจช่วยลดปัญหา "ขยะพวงหรีด" ได้อย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญเป็นการเปลี่ยนพวงหรีด ให้กลายเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์ มากกว่าพวงดอกไม้ไว้อาลัย แล้วเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา
ของแจกในงานศพนอกจากหนังสือธรรมะ ที่มักจะพิมพ์แจกกันพอสมควรแล้ว ก็อาจจะหันไปพิมพ์หนังสือดูแลสุขภาพ ทางเลือกอื่นๆบ้าง เดี๋ยวนี้มีพิมพ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารมังสวิรัติ ชีวจิต แมคโครไบโอติค หรืออาจจะเป็นหนังสือแนวอื่น ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มีเจ้าภาพบางท่านความคิดสร้างสรรคมาก พิมพ์ดิคชันนารี่แจกโดยเอารูปผู้ตายเป็นปก อย่างนี้นอกจากเด็กนักเรียนจะได้ใช้ประโยชน์อย่างสุดคุ้มแล้ว ยังให้รู้สึกว่าคนตายไม่ได้จากไปไหนอีกด้วย
เจ้าภาพที่ทุนน้อย ก็อาจเขียนบรรยายความรู้สึกของการสูญเสียผู้ตายด้วยตนเอง รวมทั้งบรรยาย วินาทีสุดท้ายของเหตุการณ์เสียชีวิตลงในกระดาษต้นฉบับ แล้วนำไปถ่ายเอกสารเย็บเป็นเล่มแจกในงานศพ ก็อาจสร้างความแปลกใหม่ได้ไม่น้อย เป็นผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดที่เจ้าภาพทำเองแจกเองดูน่าประทับใจกว่า เหมาะสำหรับงานศพที่มีแขกผู้มาร่วมงานไม่มากนัก ถ้าไม่แจกเป็นหนังสือ สิ่งของอื่นๆ ที่มักแจกในงานศพก็คงไม่พ้นพวงกุญแจ ตลับยาหม่อง พระเครื่องทั้งแบบเป็นเหรียญและเนื้อผง หากทุนมากหน่อยแจกเป็นเทปธรรมะก็น่าสนใจ เคยเห็นเจ้าภาพบางงานแจกสบู่เป็นของที่ระลึกแก่แขกก็ได้ประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว เพียงติดสติกเกอร์ไว้อาลัยมีชื่อผู้ตายกับวันที่ฌาปนกิจไว้ที่สบู่ แล้วแจกผู้มาร่วมงานท่านละก้อนนับว่าเป็นของแจกงานศพที่เก๋ไปอีกแบบ
เรามักคุ้นเคยกับการทำบุญแบบเสียเงิน จนคิดว่าการทำบุญมีแต่เฉพาะเรื่องการให้ทาน ลองย้อนกลับไปดู บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีอีกตั้ง ๙ วิธี ที่ไม่ต้องเสียทรัพย์ก็เป็นบุญ และสำหรับคนวิตกกังวลว่า เงินที่บริจาคจะถูกใช้ไปในจุดประสงค์อื่นที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ต้องวิตกกังวลอีกต่อไป เพราะต่อไปนี้คือวิธีทำบุญแบบไม่ต้องบริจาคเป็นเงิน
ทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า
หาโอกาสเหมาะๆ ลงขันกับเพื่อน ทำอาหารไปเลี้ยงเด็ก ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ อาทิ เด็กพิการ เด็กกำพร้า เด็กติดเชื้อ HIV ฯลฯ นอกจากจะได้บุญแล้ว ยังเป็นการโชว์เสน่ห์ปลายจวักให้เด็กๆ ได้ลิ้มรสอาหารจากฝีมือของคุณอีกต่างหาก
กิจกรรมสันทนาการ
หากคุณเป็นนักกิจกรรมเก่ามาก่อน ลองหาเวลาว่างไปทำกิจกรรมสันทนาการกับเด็กๆ ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆดูสิ เพราะตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เขาต้องการอาสาสมัครไปช่วยงานอยู่แล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องเล่นเกมส์ จะ เป็นการวาดภาพ เล่านิทาน นิทานหุ่นกระบอก นิทานหุ่นมือหรืออะไรก็ได้ที่คุณถนัด แล้วแต่ว่าคุณมีความสามารถอะไร จะให้ความบันเทิงและมีสาระแก่เด็กๆ
สันทนาการกับผู้ใหญ่
ใช่ว่าจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่ชอบสันทนาการ ผู้ใหญ่ก็ชอบเหมือนกัน แต่ผู้ใหญ่ในที่นี้หมายถึงบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ คงเคยเห็นนักดนตรีชื่อดัง อาสาเข้าไปเล่นดนตรีให้คนในเรือนจำฟัง นั่นแหละ ... เดี๋ยวนี้มีกลุ่มคณะละครบางกลุ่ม ติดต่อเข้าไปเล่นละครให้ชาวคุกได้ชมเหมือนกัน หากคุณมีความสามารถในการแสดง บันเทิง หรือสาระที่เป็นประโยชน์ ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่เรือนจำ เข้าไปแสดงได้ จะได้เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียด และความซึมเซา อันเกิดจากการถูกจองจำ หรืออยากจะทำบุญ ด้วยการทำอาหารไปเลี้ยงผู้ถูกคุมขังในเรือนจำก็ได้ เพราะปรกติแล้วอาหารในเรือนจำนั้น คงทราบกันดีว่าไม่ชวนให้เจริญอาหาร การนำอาหารไปเลี้ยงผู้ถูกคุมขัง ก็เป็นเรื่องที่เรือนจำสนับสนุนอยู่แล้ว
เยี่ยมคนชรา
ไม่มีใครที่ไม่แก่ การไปเยี่ยมคนแก่ หรือแม้แต่นำอาหารไปเลี้ยงท่านเหล่านั้น ที่บ้านพักคนชรา จึงเป็นทั้งบุญ และ เป็นการให้สติตัวเองไปด้วยในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สติปัญญาว่า คนเราต้องแก่เฒ่าหนังเหี่ยวย่นสำหรับคนแก่ ยังไม่เคยเห็นมีใคร เอาดนตรีเข้าไปเล่นให้ฟังบ้าง เรามักเข้าใจว่า โลกของคนแก่ จำกัดอยู่แค่ความ เงียบสงบเท่านั้น ที่จริงยังมีดนตรีอีกหลายประเภท ที่คนชราก็น่าจะฟังได้ไม่ขัดหู อย่างเช่น ขลุ่ย ไวโอลิน หรือกีตาร์ โฟล์คเบาๆ ใครมีความสามารถตรงนี้ ก็ลองท้าทายตัวเองหน่อย คนทุกเพศทุกวัยล้วนมีดนตรีในหัวใจ เขาจะได้ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ให้อยู่ในโลกของความเงียบเหงา เหมือนกับที่ถูกพามาส่งให้อยู่ที่บ้านพักคนชราอย่างนี้
ครูข้างถนน
ครูข้างถนนก็เป็นอีก "บุญ" หนึ่งที่คุณก็สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้เด็กข้างถนนคนหนึ่งมีเพื่อน มีคนที่รับฟัง และพร้อมจะเข้าใจเขา
บริจาคเสียง
เป็นบุญอีกวิธีหนึ่ง คือการอ่านหนังสือออกเสียง บันทึกใส่เทป เป็นห้องสมุดเสียง อันนี้เป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว ของมูลนิธิคอลฟิลด์ เพื่อคนตาบอด เปิดโอกาสให้คนตาดี ช่วยอ่านหนังสือบันทึกเสียงใส่เทปคาสเซ็ท เทปคาสเซ็ทนี้ ก็จะเก็บไว้สำหรับคนตาบอดได้เลือกฟัง ในห้องสมุดเพื่อคนตาบอด ช่วยให้คนตาบอด ได้มีโอกาสอ่านหนังสือได้มากขึ้น โดยคนตาดีช่วยอ่านให้ฟัง
เป็นอาสาสมัครในวัด
หากมีเวลาว่าง และอยากลองบริหารเวลามาใช้ในงานบุญบ้าง ลองหันไปเป็นอาสาสมัครให้กับวัด ที่ทำงานพัฒนาให้กับชุมชนดูบ้าง เช่น วัดที่ดูแลเลี้ยงเด็กกำพร้า วัดที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์ วัดที่จัดงานปฏิบัติธรรม หรือไม่ก็เป็นอาสาสมัครในชุมชน
ทำความดีกับคนรอบข้าง
พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน มักเป็นบุคคลที่เราละเลยไปโดยไม่ตั้งใจ การหันกลับมาดูแลเอาใจใส่ ก็เป็นอีกบุญหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย ความต่างวัยระหว่างวัยรุ่นกับคนแก่ ระหว่างพี่กับน้อง ระหว่างเพศชายเพศหญิง และความเบี่ยงเบนทางเพศ ระหว่างสถานภาพในครอบครัว ระหว่างลัทธิความเชื่อที่ยึดถือ ถึงแม้จะอยู่ในรั้วบ้านเดียวกัน ความต่างเหล่านี้ เราสามารถสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นได้ ด้วยการถามอย่างใส่ใจบ้างว่า "เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง" "ทำงานเหนื่อยบ้างไหม" "สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง" "กินข้าวแล้วหรือยัง" พร้อมกับส่งยิ้มให้หนึ่งยิ้ม คนเราเมื่อเจอกันทุกวันมักไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน จนวันหนึ่งต้องจากไปนั่นแหละจึงทำดีให้กันในวาระสุดท้าย ทำไมเราไม่ทำดีให้กันตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่
แนะนำพร่ำสอนความดีให้กัน
การเป็นพ่อแม่ที่มีความรับผิดชอบก็เป็นบุญวิธีอันหนึ่ง พ่อแม่ที่ดีคือพ่อแม่ที่มีเวลาให้ลูกสม่ำเสมอ ดูแลเอาใจใส่ความเป็นไปของลูกๆ อย่างพอเหมาะพอดี ไม่ปล่อยทิ้งตามยถากรรมหรือบังคับขู่เข็ญจนเกินเหตุ ไม่ใช้ความรุนแรงกับลูก สอนลูกให้รู้จักรับผิดชอบ ช่วยเหลือตัวเองได้ มั่นใจในตัวเองดี เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดเองบ้าง พร้อมกับสอนให้ลูกได้เรียนรู้เรื่องกตัญญูกตเวที คือ รู้คุณและตอบแทนคุณ โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ซึ่งนับเป็น เรื่องสำคัญในระดับครอบครัวจริงๆ และที่ไม่ควรลืมคือ สอนให้ลูกนึกถึงส่วนรวม รับผิดชอบต่อสังคม และเอื้อเฟื้อแบ่งปันแก่คนรอบข้าง
ตอบแทนความดี ปรับความเข้าใจ
ความดีที่เราได้รับมาจากผู้อื่น เป็นหนี้ความดีที่ค้างชำระการตอบแทนความดีต่อผู้มีอุปการะ นอกจากจะเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณแล้ว ก็ยังเป็นบุญอยู่ในตัวเอง และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในบุญ ให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น ระหว่างเรากับเขาผู้อุปการะ และเช่นกัน ในความขุ่นข้องหมองใจบางอย่าง ก็เป็นหนี้กรรมค้างชำระได้ การปรับความเข้าใจ เผยความในใจกับเขา ที่เคยมีเรื่อง ก็ยังไม่พ้นเรื่องของบุญ บุญนี่กินอาณาเขตกว้างขวางจริงๆ
เรียนรู้และเข้าใจ "เขา"
ให้ความรัก ความเมตตา ความเข้าใจ และการยอมรับต่อบุคคลผู้ติดเชื้อ HIV รวมทั้งบุคคลที่ได้รับความกดดันจากสังคมในรูปแบบอื่น คนที่เพิ่งออกจากเรือนจำ คนชรา ผู้หญิง เด็ก คนกลุ่มน้อยทางเชื้อชาติ ตลอดจนผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง ศาสนา และเรื่องเพศ ทุกวันนี้โลกเปิดเผยมากขึ้น ทำให้เราได้รับรู้ว่า โลกสีหม่นของคนบางกลุ่มที่สังคมหันหลังให้นั้น ขาดชีวิตและสีสัน อย่างไรการไม่ยอมรับก็คือ บาปและความรุนแรงอย่างหนึ่ง บ่อยครั้งที่คนเราส่งบาปให้กันโดยไม่รู้ตัว อันนำไปสู่ความรุนแรงอื่นๆ เป็นการดีกว่า หากเราหันมาเปิดใจเข้าใจเขา เรียนรู้ความแตกต่างด้วยเมตตา เพราะเขาก็คือคนใกล้ตัว ในสังคมที่เราต้องคอยดูแลเอาใจใส่ ส่งบุญให้กัน
6. ทำบุญ เรื่องนี้มีคำตอบ
คนไทยส่วนมากยังอยู่ในชนบท และคนทุกท้องถิ่นมีชุมชนของตนทุกคน ควรถือเป็นสำคัญว่า ไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็ตามที่คิดว่าสำคัญ และก่อนจะไปทำบุญใหญ่โตที่ไหน ขอให้ถามกันว่า พวกเราสามารถทำบุญขั้นพี้นฐานได้สำเร็จหรือไม่ บุญพื้นฐานที่ว่านี้ คือ กิจกรรมที่จะทำชุมชนให้อยู่ดี และทำชีวิตให้งอกงาม เครื่องพิสูจน์ความสามารถในการรื้อฟื้นระบบการทำบุญของพุทธบริษัทคือ
๑) หันมาทำบุญที่เกื้อกูลต่อชีวิตชุมชนขึ้นเป็นพื้นฐาน
๒) ทำบุญเหล่านั้นให้สำเร็จด้วยความร่วมแรงร่วมใจสามัคคี
๓) ทำวัดที่มีอยู่ของชุมชนให้เป็นนาบุญที่แผ่ขยายคุณภาพชีวิตไปทั่วถึงทุกคน
ถ้าทำ ๓ ข้อนี้ได้ บุญที่แท้อันถูกต้องตามความหมายกลับคืนมาอย่างมีชีวิตชีวา พระพุทธศาสนาจะกลับเฟื่องฟูในสังคมไทย และสังคมไทยเองก็จะเข้มแข็งมั่นคง บรรลุประโยชน์สุขแท้จริง พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)
พิธีกรรมในงานบุญ
มีหลายคนเข้าใจว่า การทำบุญนั้นต้องมีพิธีกรรมมากมาย การทำบุญจำเป็นหรือไม่ ที่ต้องมีพิธีกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่จำเป็น เพราะการทำบุญทำได้หลายอย่าง หลายโอกาส การมีพิธีกรรมเป็นส่วนช่วยเสริม ให้การทำบุญเกิดประโยชน์ได้เต็มที่ พิธีกรรมมีส่วนช่วยในการเตรียมใจ ทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่จะทำบุญ เช่นทำใจให้สงบ และถ้าผู้ทำบุญมีหลายคน พิธีกรรมจะเป็นเสมือน อาณัติสัญญาณ เพื่อช่วยให้ทุกคนพร้อมเพรียงกัน ในการทำบุญ
การทำบุญในทางพุทธศาสนานั้น มุ่งให้เกิดผลทางจิตใจเป็นเบื้องต้น ไม่ใช่เพียงแค่ทำบุญเพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางวัตถุเท่านั้น การถวายทาน อาหารหรือว่าปัจจัย (เงิน) นั้นก่อให้เกิดประโยชน์ทางวัตถุ แต่ว่าทางจิตใจพุทธศาสนาก็ให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นในการทำบุญจึงมีพิธีกรรมเพื่อเตรียมใจ ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสให้ผู้ทำบุญมีความพร้อมเต็มที่ ในทางกายและวาจา นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องมีการรับศีลก่อน การรับศีลก็คือเพื่อให้ละชั่ว ละบาป นั่นเอง เป็นการเตรียมกาย วาจา ให้มีความสะอาดเพื่อที่จะสามารถรับบุญได้เต็มที่ เหมือนกับภาชนะก่อนที่จะใส่น้ำ ก็ต้องทำความสะอาดก่อน เมื่อสะอาดแล้วจึงค่อยเติมน้ำลงไป ก็จะได้น้ำที่สะอาดตามไปด้วย อันนี้คือจุดมุ่งหมายประการหนึ่งของพิธีกรรม แสดงว่าพิธีกรรมก็มีความหมายอยู่ในตัวเองด้วยเหมือนกัน ถูกต้องแต่เนื่องจากพิธีกรรมเป็นแค่อุบาย หรือเครื่องมือ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่สิ่งตายตัวเสมอไป หมายความว่าเราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดผลตามต้องการ อันได้แก่การเตรียมจิต หรือเตรียมหมู่คณะให้สงบใจและพร้อมเพรียงกัน และยังเป็นการช่วยทำให้ กาย วาจา สะอาดคือมีศีล
พิธีกรรมหลายอย่างมีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งคือเป็นการเสริมความสัมพันธ์ของผู้ที่ทำบุญ ให้มีความกลมเกลียวกัน อาทิ พิธีกรรมในงานศพ หรือพิธีทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ตลอดจนประเพณีพิธีต่างๆ ของคนรุ่นก่อนหรือในชนบท เราจะเห็นตรงนี้ชัดเจน บางคนตอนทำบุญแล้วจะเคร่งครัดว่า ต้องทำพิธีกรรมให้ครบถ้วน หากขาดตกบกพร่องในบางขั้นตอนแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ ในฐานะชาวพุทธเราควรวางท่าทีต่อพิธีกรรมอย่างไร เป็นเพราะเราไปเข้าใจว่าพิธีกรรมเป็นเรื่องศักดิ์สิทธ์ อะไรก็ตามที่นึกว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์แล้ว เราก็คิดว่า ต้องทำให้ถูกแบบแผนครบถ้วนทุกประการ ถึงจะเกิดผล อันได้แก่อำนาจดลบันดาล ก็เหมือนกับการขับรถ การจะทำให้รถแล่นได้ เราต้องขับรถอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน แต่ว่าพิธีกรรมพุทธศาสนาไม่ใช่เช่นนั้น พิธีกรรมทางพุทธศาสนาไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลดลบันดาล หรือเพื่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ แต่ว่าเป็นเพียงแค่อุบาย หรือวิธีการที่จะช่วยน้อมจิตเตรียมใจ กับเพื่อรักษากายวาจาให้มีศีล
ถ้าเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเห็นว่า ถึงแม้พยายามทำให้ถูกต้องครบถ้วนตามพิธีกรรม เสร็จแล้วจิตใจกลับหม่นหมอง หงุดหงิด ไม่สบายใจ การทำบุญนั้นก็ได้ประโยชน์น้อย สมมุติว่าเราอยากทำบุญ ถวายสังฆทาน หรือรับศีล แต่ท่องคำถวายไม่ได้ เราก็อาจแค่ตั้งจิต หรือใช้วิธีกล่าวตามเจตนาของเราก็ทำได้ คำพูดเป็นเพียงการช่วยน้อมจิตให้เป็นสมาธิ หรือช่วยให้จิตเกิดกุศล เช่น มีความเมตตาปรารถนาดียิ่งขึ้นต่อผู้รับ
พิธีกรรมบางส่วนเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย บางอย่างก็ทำกันมาเป็นประเพณีนิยม เราจะมีหลักในการเลือกอย่างไร ว่าพิธีกรรมใดเหมาะสม พิธีกรรมทางพุทธศาสนาต้องเป็นพิธีกรรมที่ช่วยให้เกิดการลด การละ การเลิก เป็นเบื้องต้น จากนั้นก็ทำให้ใจสงบ และเกิดปัญญา ที่เราให้รับศีลเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ ลด ละ เลิกความประพฤติที่ไม่ดี ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้เกิดความสงบใจ ฉะนั้นพิธีกรรมใดที่ไม่เป็นไปเพื่อการลด ละ เลิก หรือว่าไม่ช่วยให้จิตใจสงบ ขณะเดียวกันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับแล้ว ก็ทำให้ได้รับผลหรืออานิสงส์ไม่ครบถ้วน พุทธศาสนาจะเน้นมากในเรื่องสัปปุริสทาน คือการให้แบบสัปปบุรุษ ท่านจะเน้นเรื่องเจตนาหรือสภาวะจิตของผู้ให้ ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการให้ ขณะเดียวกันวัตถุที่ให้ก็ต้องมีประโยชน์ หรือเหมาะแก่ผู้รับ และถูกกับกาลเวลาด้วย
การทำบุญตักบาตรตามวาระและเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ เข้าพรรษา คือทำแบบเดียวกันมากๆ จะเป็นภาระ หรือเป็นสิ่งเกินจำเป็นหรือเปล่า เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำบุญนี่ทำได้หลายอย่าง แม้กระทั่งการให้ทานเอง ก็สามารถจะให้ทานแก่คนหลายประเภท ไม่ใช่เฉพาะให้แก่พระ แต่คนไทยนิยมให้แก่พระ เพราะเหตุผลใหญ่ๆ สองประการ ประการแรก พระท่านเป็นคนของสังคม ของส่วนรวม เมื่อทำประโยชน์ให้กับบุคคลประเภทนี้แล้ว ผลประโยชน์ก็จะกลับไปสู่สังคมส่วนรวม เช่น เมื่อท่านได้รับอาหาร ก็มีกำลังวังชาแนะนำสั่งสอนผู้คนได้ หรือถวายจานชามให้วัด ชาวบ้านก็สามารถยืมไปใช้เวลามีงานในหมู่บ้าน เป็นต้น
เหตุผลประการที่สองก็คือว่าความเชื่อว่า พระเป็นสื่อกลางที่ดี ระหว่างผู้อยู่ในโลกนี้กับผู้ตาย พูดง่ายๆ คือเป็นเหมือนบุรุษไปรษณีย์ ที่นำเอาบุญกุศลจากคนในโลกนี้ ไปให้แก่คนในโลกหน้า ความเชื่อนี้ทำให้พระมีสถานะคล้ายๆ บุคคลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องเท่าไรนัก
ปัญหาก็คือว่าพอเราอยากทำบุญ เรามีความเข้าใจว่า จะต้องทำบุญในสำคัญ เช่น วันปีใหม่ และก็ต้องถวายอาหารเลี้ยงพระ หรือใส่บาตรพระเท่านั้น ให้เกิดปัญหาว่า ของที่เราถวายบ่อยครั้ง ก็มากมายจนกระทั่งพระท่านฉันไม่หมด บางทีก็ต้องทิ้งไปหากแจกไม่หมด เราน่าจะมาคิดกันว่า ถ้าจะทำบุญถวายพระ ทำอย่างไรถึงจะแน่ใจว่าของที่เราถวายนี้ก่อประโยชน์เต็มที่ ต้องคิดกันถึงสิ่งที่เราจะถวาย ไม่ใช่ถวายแต่อาหารสด หรือแม้กระทั่งเครื่องกระป๋องก็อาจจะไม่จำเป็นก็ได้ ควรลองคิดหาของถวายอย่างอื่นแทน หรือว่าอาจจะใช้วิธีการทำบุญที่ไม่ใช่การตักบาตร เช่น เอาอาหารไปเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือว่าเอาอาหารไปเลี้ยงคนแก่ในบ้านพักคนชราก็ได้
![]()