


9.เพื่อนเกลอ
พอดีได้อ่านหนังสือเล่มนึง แล้วเกิดความประทับใจในนิทานธรรมะเรื่องนี้จึงหยิบยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน แล้วหวังว่าจะนำเรื่องที่ได้อ่านนี้ไปเล่าสู่กันฟัง เพื่อที่คนจะได้ทำความดีกันมากขึ้น แล้วโลกจะได้น่าอยู่มากขึ้น
กาลครั้งหนึ่ง ชายคนหนึ่งมีเพื่อนเกลออยู่ 3 คน
เกลอคนที่ 1 เขารักมาก ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเกลอคนนี้
เกลอคนที่ 2 เขารักรองลงมาจากคนแรก
เกลอคนที่ 3 เขาไม่สนใจ และไม่เคยทำอะไรเพื่อเกลอผู้นี้เลย
ต่อมาในไม่ช้าไม่นาน เขาก็ได้ตายลง ความที่จิตเขาผูกพันกับอยู่กับเกลอคนที่หนึ่ง เขาจึงไปหา แต่เกลอคนนี้ไม่ไยดีเขาเลย เขาพูดด้วยก็ไม่ยอมเจรจาตอบ เขารู้สึกเสียใจมาก นึกเสียดายว่าขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาไม่ควรทุ่มเทเพื่อเกลอคนนี้
จากนั้นเขาจึงไปหาเกลอคนที่ 2 เกลอผู้นี้ดีกว่าเกลอคนแรกตรงที่ตามไปส่งเมื่อเขาเดินทางไปปรโลก แต่ส่งเพียงครึ่งทางก็กลับ คงมีแต่เกลอคนที่ 3 เท่านั้นที่ติดตามเขาและร่วมเดินทางไปกับเขาตลอดเส้นทาง ไม่เคยทอดทิ้งเขาแม้เพียงอึดใจเดียว
หลังจากอ่านจบขอถามเพื่อนๆนะว่า รู้ไหมว่าเกลอคนที่ 1 , 2 และ 3เป็นใครกันบ้าง
ลองคิดกันก่อนนะ แล้วค่อยดูเฉลย
เกลอคนที่ 1 คือ ทรัพย์สมบัติ เพราะเวลาเรามีชีวิตอยู่ เราจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่พอเราตายมันก็ไม่ไปกับเรา แถมเราพูดด้วย มันก็ไม่พูดกับเรา
เกลอคนที่ 2 คือ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง เพราะพอเราตาย เขาก็ทำบุญให้เรา ทำศพให้ แปลว่า เขาไปส่ง เราแค่ครึ่งทาง
เกลอคนสุดท้าย คือ บุญกับบาป เมื่อเราตายไป เราไม่สามารถเอาอะไรไปด้วยได้ ยกเว้นเพียงแค่บุญ กับบาปเท่านั้นที่จะตามเราไป เพราะฉะนั้น เราต้องเอาใจใส่เกลอคนที่ 3 ให้มากๆ โดยเฉพาะ คนที่ ชื่อนายบุญ ส่วนนายบาป เราต้องหนีให้ไกล อย่าได้เอาไปเป็นเพื่อนร่วมทางโดยเด็ดขาด
จำไว้ว่าใครที่มัวหลงใหลเอาใจแต่เกลอคนที่หนึ่งจึงเป็นคนโง่
หลังจากอ่านจบแล้วได้แง่คิดอะไรกันบ้างไหมครับ ถ้าจะดี อ่านจบแล้วช่วยส่งต่อให้คนที่ยังไม่ตื่นตัวอีกหลายๆคนด้วยครับ
10. อาสาฬหบูชา วันแสดงปฐมเทศนา
ความหมาย
วันอาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ หรือ เดือน ๘ เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา เป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้นในพระพุทธศาสนา จนถือได้ว่า เป็นวันแรกที่มี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบเป็นองค์พระรัตนตรัย
ความสำคัญ
พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑ์แรก) เนื้อหาว่าด้วยทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่นำไปสู่การบรรลุนิพพาน ฤาษีโกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบวชเป็นพระสาวกรูปแรก ที่เป็นประจักษ์พยานในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธ ศาสนา ที่ประกาศให้มีวันอาสาฬหบูชาและถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ประวัติความเป็นมา
๑. ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ และได้ประทับอยู่ ณ บริเวณที่ตรัสรู้นั้นตลอด ๗ สัปดาห์พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงผู้ที่พระองค์ จะแสดงธรรมโปรด อันดับแรกทรงระลึกถึงอาฬารดาบส และอุททกดาบสผู้เคยสอนความรู้ชั้นฌานให้แก่พระองค์มา แต่ท่านทั้ง ๒ ก็สิ้นชีพไปก่อนแล้ว จึงทรงระลึกถึงปัญจวคีย์ คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ผู้ที่เคยมีอุปการคุณแก่พระองค์ ทรงทราบด้วยพระญาณว่าฤาษีทั้ง ๕ นั้น มีอุปนิสัยแก่กล้าสามารถบรรลุธรรมได้ จึงเสด็จออกจากต้นมหาโพธิ์ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเดินทางไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นกาสี เสด็จไปถึงเย็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน อาสาฬหะรุ่งขึ้นวันขึ้น
๑๕ ค่ำ พระองค์จึงทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร อันเป็นธรรมเทศนากัณฑ์แรกโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นเอง
สรุปความได้ว่า บรรพชิต (นักบวช) ไม่ควรประพฤติที่สุดโต่ง ๒ ส่วน คือ ๑. การหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) และ ๒.การทรมานตัวเอง ให้ลำบาก(อัตตกิลมถานุโยค) ควรดำเนินตามทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือ มีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) มีความดำริชอบ
(สัมมาสังกัปปะ) เจรจาชอบ (สัมมาวาจา) ทำการงานชอบ (สัมมากัมมันตะ) เลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) เพียรชอบ (สัมมาวายานะ) ระลึกชอบ (สัมมาสติ) และตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) ต่อจากนั้นจึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ หลักความจริงของชีวิตที่เมื่อรู้แล้วจะทำให้หมดกิเลสอันได้แก่
ทุกข์(ความเกิด ความแก่ และความตาย เป็นต้น) สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์ คือ ความอยากต่าง ๆ) นิโรธ (ความดับทุกข์ คือ นิพพาน) และมรรค (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์)
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ท่านโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม (เห็นตามเป็นจริง) ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา พระพุทธเจ้า ครั้นทรงทราบว่า
โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นโสดาบันแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานว่า "อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิวะตะ โภ โกณฑัญโญ" แปลว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ" อันเป็นเหตุให้ท่านโกณฑัญญะได้นามว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" มา นับแต่นั้นท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาจึงเป็นอันว่า มีองค์พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบบริบูรณ์ในวันนั้น
๒. การถือปฏิบัติวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย
พิธีวันอาสาฬหบูชาเริ่มกำหนดเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑ โดยพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษาได้เสนอคณะสังฆมนตรี ให้เพิ่มวันศาสนพิธีทำพุทธบูชาขึ้นอีกวันหนึ่ง คือ วันธรรมจักร หรือวันอาสาฬหบูชาด้วยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตร คณะสังฆมนตรี ลงมติ รับหลักการให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชา และให้ถือเป็นหลักปฏิบัติในเวลาต่อมา โดยออกเป็นประกาศคณะสงฆ์เรื่องกำหนดวันสำคัญทางศาสนา เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๐๑ และ ในวันเดียวกันนั้นได้มีประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดระเบียบปฏิบัติในพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นไว้ให้วัดทุกวัดถือปฏิบัติทั่วกัน
กล่าวคือก่อนถึงวันอาสาฬหบูชา ๑ สัปดาห์ ให้เจ้าอาวาสแจ้งแก่พระภิกษุสามเณรตลอดจนศิษย์วัด คนวัดช่วยกันปัดกวาด ปูลาดอาสนะ จัดตั้งเครื่องสักการะ ให้ประดับธงธรรมจักรรอบพระอุโบสถตลอดวัน ทั้งเวลาเช้าและเวลาบ่ายให้มีการฟังธรรมตามปกติ เวลาค่ำให้ภิกษุสามเณร
อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถหรือพระเจดีย์ จุดธูปเทียนแล้วถือรวมกับดอกไม้ ยืนประนมมือสำรวมจิต โดยพระสงฆ์ผู้เป็นประธานนำกล่าวคำบูชา จบแล้วทำประทักษิณ ครั้นแล้วให้ภิกษุสามเณรเข้าไปบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรค่ำแล้วสวดธรรมจักกัปปสูตร จบแล้วให้อุบาสก อุบาสิกา ทำวัตรค่ำ ต่อจากนั้น ให้พระสังฆเถระแสดงพระธรรมเทศนาธรรมจักกัปปวัตนสูตร แล้วให้พระภิกษุสามเณรสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตร ทำนองสรภัญญะเพื่อเจริญศทรัทธา ปสาทะ ของพุทธศาสนิกชน จบแล้วให้เป็นโอกาสของพุทธศาสนิกชนเจริญภาวนามัยกุศลมีสวดมนต์ สนทนาธรรม บำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา เป็นต้น ตามควรแก่อัธยาศัย ให้ใช้เวลาทำพิธีอาสาฬหบูชาไม่เกินเวลา ๒๔.๐๐ น. และได้มีการทำพิธีอาสาฬหบูชาอย่างกว้างขวางนับแต่นั้นมา ทางราชการได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้มีการชักธงชาติ ถวายเป็นพุทธบูชาในวันนี้ด้วย
หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ
มัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ทำให้บรรลุนิพพานไม่ตึงหรือหย่อนเกินไปซึ่งประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะสัมมาสติ และสัมมาสมาธิ นิพพาน หรือนิโรธ เป็นความสุขที่คนในสังคมอินเดียโบราณต่างมุ่งแสวงหา เพราะถือว่าเป็นความสุขสงบที่เป็นอมตะ ไม่ผันแปรในการแสวงหานั้น
มีหลักความเชื่ออยู่ ๒ อย่าง คือ ความเชื่อที่ว่า การจะบรรลุถึงนิพพานได้นั้นมีได้ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก กับความเชื่อที่ว่าการจะบรรลุถึงนิพพานนั้น มีได้ด้วยการทำตนเองให้พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสุขต่าง ๆ เมื่อเกิดความเชื่อเช่นนั้น จึงทำให้เกิดการปฏิบัติต่าง ๆ ติดตามมา ผู้ที่เชื่อว่าการบรรลุ นิพพาน มีได้ด้วยการทรมานตนเองให้ลำบาก ก็ได้ทรมานตนเองด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิ อดอาหารจนร่างกายซูบผอม นอนบนหนามเอาขี้เถ้าทา ตัว และไม่อาบน้ำ ส่วนผู้ที่เชื่อว่า การบรรลุนิพพานมีได้ด้วยการทำตนเองให้พร้อมพรั่งด้วยสิ่งอำนวยความสุขต่างๆ ก็ได้แสวงหาสะสม และหมกมุ่นอยู่กับการเสพสุข แล้วในที่สุด ผู้ที่มีความเชื่อ๒ อย่างนั้น ก็ไม่ได้บรรลุนิพพานอย่างที่หวังไว้ เพราะฝ่ายแรกตึงเกินไป และฝ่ายหลังหย่อนเกินไป เพราะเริ่มต้นมาจากการ ปฏิบัติผิดนั่นเอง พระพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้ทางปฏิบัติตามข้อปฏิบัตินี้มาแล้ว ครั้นทรงเห็นว่าไม่ใช่ทาง หรือข้อปฏิบัติให้ได้บรรลุนิพพาน จึงทรงแสวงหาทางสายใหม่ ในที่สุดก็ทรงพบว่าอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ
๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจมั่นชอบ
เป็นทางสายกลางที่ดีที่สุด แล้วทรงปฏิบัติตามทางสายกลางนั้น ไม่ช้าก็ได้บรรลุนิพพานทางสายกลางที่ว่านั้น เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจเป้าหมาย ให้ชัดเจน แล้วคิดหาทางไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ ซึ่งก็พบว่าต้องเริ่มต้นด้วยการทำจิตให้สงบ ไม่เอนเอียงไปทางข้างตึงหรือข้างหย่อน โดยอาศัยการฝึกสติเป็นตัวนำ พร้อมทั้งเพียรระวังไม่ให้ความคิดที่ไม่ดีเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เพียรละให้ได้ในขณะเดียวกันก็เพียรให้เกิดความคิดที่ดี และเพียรรักษาความคิดที่ดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ และพบต่อไปว่าจิตสงบแล้วพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งทางกายและวาจาก็สงบด้วย
เมื่อสงบครบทั้งกาย วาจา และใจแล้วก็ได้บรรลุถึงเป็าหมายสูงสุด คือนิพพาน
ในวิถีชีวิตของปุถุชนนั้น ย่อมมีความสำเร็จเป้าหมายของชีวิต ความสำเร็จ ย่อมแตกต่างกันไปตามความปรารถนาของแต่ละคน บางคนปรารถนา ความร่ำรวย เป็นความสำเร็จ บางคนปรารถนาความมีชื่อเสียง เป็นความสำเร็จความร่ำรวย และความมีชื่อเสียง มีองค์ประกอบให้ถึงความสำเร็จได้ ๒ ส่วน ส่วนแรกเกิดจากผู้ปรารถนาเองและส่วนที่ ๒ เกิดจากสิ่งแวดล้อมสนับสนุน อันอาจได้แก่ บุคคล กาละและเทศะ ผู้ปรารถนาต้องทำให้ เกิดความพอดี ระหว่างตนเอง กับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนความพอดีส่วนตนนั้น ก็เริ่มจากทำความเข้าใจความสำเร็จให้ชัดเจนว่าคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน แล้วคิดหาทางไปสู่ความสำเร็จ นั้นได้อย่างไร เมื่อพบทางแล้ว ก็ประคับประคองความคิดนั้นให้เป็นอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะไม่เคร่งเครียดจนกร้าว และปล่อยเฉยจนเฉี่อยชา ในขณะเดียวกันก็ประคับประคอง การแสดงออกทั้งทางกายและวาจา ให้สอดคล้องกับความคิด จนเข้าได้กับบุคคล กาละและเทศะ อย่างไม่เสียหลักธรรมความพอดีดังกล่าวมานี้ เรียกได้ว่า "ทางสายกลาง" ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติส่วนตน ส่วนที่เกี่ยวกับส่วนรวมก็มีทางนำมาประยุกต์ใช้ได้ คืองานของหมู่คณะ จะสำเร็จได้ก็ด้วยอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดถือทางสายกลาง ก็ย่อมทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี แม้จะไม่ราบรื่นและไม่เรียบร้อยในตอนแรกแต่ด้วยอาศัยการทำงานแบบ ทางสายกลาง ก็จะทำให้เกิดความคิด การกระทำและคำพูดที่พอดีต่อกัน ในกลุ่มผู้ร่วมงาน ซึ่งในที่สุดก็ยอมรับกันได้ ไม่เกิดการแบ่งฝ่ายซึ่งทำให้เกิดอุปสรรค
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา รวมทั้งหลักธรรม คือ ทางสายกลาง และแนวทางปฏิบัติ
๒. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมีทักษะในการคิดและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง ในวันอาสาฬหบูชา และ สามารถเลือกสรรหลักธรรมทางสายกลาง ไปใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาตนและสังคม
๓. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดเจตคติที่ดีต่อวันอาสาฬหบูชาและเห็นคุณค่าของการดำเนินตามหลักธรรมทางสายกลาง
๔. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเกิดศรัทธา ซาบซึ่งและตระหนักในความสำคัญของพระพุทธศาสนา
๕. เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และปฏิบัติตนตามหน้าที่ชาวพุทธได้อย่างถูกต้อง
11. ปริศนาธรรมจากพระพุทธรูป
พระพุทธรูปเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธให้ความเคารพศรัทธามาก บางแห่งก็มีชื่อเรียกเฉพาะ เช่น หลวงพ่อพุทธโสธร
วัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือ พระพุทธชินราชวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น
ความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปแต่ละองค์นั้น มีตำนานเล่าขานกันมามากบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่ความศรัทธาของชาวบ้าน แต่สิ่งที่เหมือนกันของรูปเปรียบหรือตัวแทนของพระพุทธเจ้านี้ ที่สังเกตเห็นได้มีอยู่ด้วย กัน 3 ประการ คือ
1. พระเศียรแหลม
มีคำถามว่า ทำไมพระพุทธรูปจึงมีพระเศียรแหลมในเมื่อพระพุทธเจ้าของเราก็เป็นมนุษย์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาสร้างพระพุทธรูปเพื่อให้คิดเป็นปริศนาธรรม พระเศียรที่แหลมนั้นหมายถึง สติปัญญาที่เฉียบแหลมในการดำเนินชีวิต สอนให้ชาวพุทธแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาไม่ใช่ใช้อารมณ์ หากใช้ปัญญาคิดพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนแล้วจึงทำความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อย หรือไม่เกิดขึ้นเลย
2. พระกรรณยาน หรือหูยาน
เป็นปริศนาธรรมให้ชาวพุทธเป็นคนหูหนัก คือมีจิตใจหนักแน่นมั่นคงนั่นเอง ไม่เชื่ออะไรง่ายๆแต่คิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาอันแยบคาย แล้วจึงเชื่อในฐานที่เป็นชาวพุทธก็ต้องเชื่อในกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้รับผลเช่นนั้น เชื่อว่าไม่มีอะไรทำให้ใครเป็นอะไรๆ ทั้งนั้นแต่ตัวเราเองนั่นแหละทำให้เราเป็นสุขเป็นทุกข์ คนเราจะดีจะชั่วจะเสื่อมจะเจริญไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจภายนอก หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ขึ้นอยู่กับการทำ การพูดการคิดของตนเองนี้เป็นการเชื่อตามหลักของพระพุทธศาสนา
3. พระเนตรมองต่ำ
พระพุทธรูปที่สร้างโดยทั่วไปจะมีพระเนตรมองลงที่พระวรกายของพระองค์อย่างในพระอุโบสถของวัดทั่วไป จะนั่งมองดูพระวรกาย ไม่ได้มองดูหน้าต่างหรือมองดูประตูพระอุโบสถว่าจะมีใครเข้ามาไหว้บ้าง นี้เป็นปริศนาธรรม สอนให้มองตนเองพิจารณาตนเอง ตักเตือนแก้ไขตนเองไม่ใช่คอยจับผิดผู้อื่น ซึ่งตามปกติของคนแล้วมักจะมองเห็นความผิดพลาดของบุคคลอื่น แต่ลืมมองของตนเอง ทำให้สูญเสียเวลาและโอกาสในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง ใครเล่าจะตักเตือนตัวเราได้ดีกว่าตัวเราเองจึงมีพุทธพจน์ตรัสให้เตือนตนเองว่า
"อตฺตนา โจทยตฺตาน" = จงเตือนตนด้วยตนเอง
จงเตือนตนของตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนเตือนไม่ได้ใครจะเตือน
ตนแชเชือนรีบเตือนตนให้พ้นภัย
ที่กล่าวมาทั้ง 3 ประการนั้นเป็นการสอนโดยใช้ปริศนาธรรม จากพระพุทธรูปเป็นสื่อการสอนใจตนเอง ดังนั้น ชาวพุทธเมื่อมีปัญหาอะไรแก้ไขไม่ได้คิดไม่ตกก็เข้าวัดเสียบ้าง นั่งประนมมือตรงหน้าพระพุทธรูป หรือถ้าที่บ้านมีพระพุทธรูป ก็นั่งประนมมือต่อหน้าพระพุทธรูป ที่บ้านนั่นแหละ ค่อยๆเพ่งพินิจที่พระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะกราบ จะมองเห็นพระเศียรแหลม สอนใจตนว่า "อย่าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์นะ ใจเย็นๆ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้ ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลม เหมือนพระพุทธเจ้าของเราที่พระองค์ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา"
เห็นพระกรรณยานก็บอกตนเองว่า "สุขุมเยือกเย็นมีเหตุผลเข้าไว้ อย่าปล่อยใจตามอารมณ์หรือหุนหันพลันแล่น เดี๋ยวจะผิดพลาดได้
ต้องมีจิตใจหนักแน่นมั่นคง เชื่อในสิ่งที่มีเหตุผล"
เห็นสายพระเนตรที่มองต่ำก็บอกตนเองว่า "มองตนเองบ้างนะ อย่าไปมองคนอื่นมากนักเลยเดี๋ยวจะไม่สบายใจ และอาจมีปัญหาได้
การมองตนเองบ่อยๆ จะได้พิจารณาตนเองปรับปรุงตนเอง และแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น"
จากนั้นก็ค่อยกราบ พระพุทธรูปด้วยสติปัญญาและจิตใจที่ชื่นบาน นี้เรียกว่า "ยิ่งกราบยิ่งฉลาด" สมกับเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่แท้จริง
12. หลวงปู่บุดดา ถาวโร
ความโกรธ
หลวงปู่บุดดา ถาวโร จัดว่าเป็น "รัตตัญญู"(ผู้เก่าแก่และมีประสบการณ์มาก) รูปหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย ด้วยท่านมีอายุยืนนานถึง ๑๐๑ ปีก่อนที่จะมรณภาพเมื่อปี ๒๕๓๗
สมัยที่ยังหนุ่ม ท่านมีโอกาสพบปะครูบาอาจารย์ที่สำคัญหลายรูปเช่น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(สิริจนฺโท) และครูบาศรีวิชัย ท่านหลังนี้เคยทักหลวงปู่บุดดาเนื่องจากเห็นท่านไม่พาดสังฆาฏิว่า
"เฮาเป็นนายฮ้อย ก็ต้องให้เขาฮู้ว่าเป็นนายฮ้อย ไม่ใช่นายสิบ"
นับแต่นั้นมาหลวงปู่จึงพาดสังฆาฏิติดตัวตลอดเวลา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของท่าน
หลวงปู่บุดดา เป็นพระป่า ชอบธุดงค์ ไม่มีวัดเป็นหลักแหล่ง จนเมื่ออายุ ๘๗ ปี จึงได้มาประจำที่วัดกลางชูศรีเจริญสุข อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรีกระทั่งมรณภาพ
แม้หลวงปู่บุดดาจะไม่ได้เล่าเรียนในทางปริยัติมาก แต่ความที่ท่านเชี่ยวชาญในการปฏิบัติ จึงมีความสามารถในการสอนธรรมชนิดที่สื่อตรงถึงใจ มีคราวหนึ่ง ท่านได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์คู่กับท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งซึ่งเป็นเปรียญธรรม ๘ ประโยค ท่านเจ้าคุณรูปนั้นคงเห็นหลวงปู่เป็นพระบ้านนอกจึงอยากลองภูมิหลวงปู่ ได้ถามหลวงปู่ว่า "จะเทศน์เรื่องอะไร"
หลวงปู่ตอบว่า "เรื่องตัวโกรธ กิเลสตัณหา"
ท่านเจ้าคุณซักต่อว่า "ตัวโกรธเป็นอย่างไร"
หลวงปู่ตอบสั้นๆว่า "ส้นตีน ไงล่ะ"
เท่านั้นเองท่านเจ้าคุณก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไม่ยอมเทศน์กับหลวงปู่ วันนั้นหลวงปู่จึงต้องขึ้นเทศน์องค์เดียว เมื่อเทศน์จบแล้ว ท่านก็ไปขอขมาท่านเจ้าคุณองค์นั้น พร้อมกับอธิบายว่า "ตัวโกรธมันเป็นอย่างนี้เองนะ มันหน้าแดงๆ นี้แหละ มันเทศน์ไม่ได้ คอแข็ง ตัวโกรธสู้เขาไม่ได้ ขึ้นธรรมาสน์ก็แพ้เขา ใครจะเป็นนักเทศน์ต่อไปจดจำเอาไว้นะ ตัวโกรธน่ะ นักเทศน์ไปขัดคอกันเอง มันจะเอาคอไปให้เขาขัด"
หลวงปู่บุดดารู้จักตัวโกรธดี ท่านรู้ว่าตัวโกรธกลัวคนกราบ ท่านเล่าว่าตั้งแต่เริ่มบวช ท่านพยายามเอาชนะความโกรธด้วยการกราบ เวลาโกรธท่านจะลุกขึ้นกราบพระ ๓ ครั้ง โกรธ ๒ ครั้งก็กราบพระ ๖ ครั้ง โกรธ ๑๐๐ ครั้ง ก็กราบ ๓๐๐ ครั้ง ทำเช่นนี้หลายครั้ง ความโกรธก็ครอบงำท่านไม่ได้
เมื่อความโกรธเป็นใหญ่เหนือใจไม่ได้ ความเมตตาและอ่อนน้อมถ่อมตนก็ตามมา หลวงปู่บุดดาขึ้นชื่อในเรื่องนี้มาก
คราวหนึ่งท่านกำลังจะเดินข้ามสะพาน ก็เห็นสุนัขตัวหนึ่งนอนขวางทางอยู่บนสะพาน แทนที่ท่านจะเดินข้ามสุนัขตัวนั้น หรือไล่มันให้พ้นทาง กลับเดินลงไปลุยโคลนข้างล่าง ท่านว่าไม่อยากให้ผู้อื่นได้รับความขุ่นเคืองเพียงเพื่อเห็นแก่ความสะดวกของตนเอง แม้เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ท่านก็ไม่ปรารถนาจะเบียดเบียน
ชื่อนั้นสำคัญไฉน
หลายคนไม่เข้าใจความจริงของชีวิตว่าความสุขและความทุกข์มีสาเหตุมาจากการกระทำของตนเอง
ไม่ได้พิจารณา แต่กลับไปเที่ยวโทษสิ่งภายนอกว่าเป็นเหตุให้ตนลำบาก หาอะไรโทษไม่ได้ก็มาโทษชื่อของตนเองว่าเป็นกาลกิณี เลยยอมเสียเงินทองเสียเวลาเพื่อให้หมอเปลี่ยนชื่อ จนเกิดเป็นอาชีพรับตั้งชื่อกันก็มีอยู่มากมาย
ในอดีตกาล ลูกศิษย์ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ชื่อนายบาป ไม่ชอบใจชื่อของตน จึงไปขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารย์จึงให้เขาออกเที่ยวหาชื่อเอาเองตามชอบใจ เมื่อได้กลับมาแล้วจะตั้งให้ เขาจึงออกเดินทางหาชื่อที่เหมาะสม
เดินไปไม่นานเห็นคนหามศพผ่านไป ถามทราบความว่า คนตายชื่อนายเป็น
ถามเขาว่า ชื่อเป็นทำไมถึงตาย ได้รับคำตอบว่า จะชื่ออะไรก็ตายทั้งนั้น เพราะชื่อเป็นสิ่งสมมติเพื่อรู้กันเท่านั้น
เขาเดินทางต่อไป เห็นเศรษฐีเจ้าหนี้กำลังทุบตีลูกหนี้ที่ไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ยเสียที
ถามเขาว่าคนถูกตีชื่ออะไร ทราบว่า ชื่อนางรวย คนชื่อรวยกลับจนด้วยหรือ
ได้รับคำตอบว่า จะชื่ออะไร ไม่สำคัญ ถ้าไม่ขยันทำงานหาเงินก็จนได้ทั้งนั้นเเหละ ชื่อมันเป็นสิ่งสมมติเท่านั้น
เขาจึงเดินทางต่อไป เดินผ่านดงใหญ่ได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ จึงเข้าไปสอบถาม ได้ความว่า เจ้าคนนั้นเดินหลงทางอยู่ในป่าหลายวันแล้วหาทางออกจากป่าไม่ได้
ถามเขาว่าชื่ออะไร ได้ฟังว่า ชื่อนายชำนาญทาง จึงถามต่อว่า ทำไมชื่อชำนาญทางแต่หลงทาง
ได้ฟังคำตอบว่า มันเป็นแต่เพียงชื่อที่สมมติเพื่อรู้กันเท่านั้น ไม่ใช่ชำนาญจริงอย่างชื่อเมื่อไร
นายบาปจึงเดินทางกลับสำนัก ไปบอกอาจารย์ว่า หาชื่อถูกใจไม่ได้ขอใช้ชื่อเดิม
อาจารย์จึงกล่าวว่า ?เพราะเห็นคนชื่อเป็นแต่ตาย เห็นหญิงชื่อรวยแต่ยากจน เห็นนายชำนาญทางแต่หลงทางในป่า นายบาปจึงได้กลับมา?
(นามสิทธิชาดก ชาดก เรื่องที่ ๙๗ หน้า ๔๐ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ เล่มที่ ๒๗ หน้า ๔๐)
13. บทกลอนคำแปลคาถาชินบัญชร
พระพุทธะทุกพระองค์ทรงล้ำเลิศ ทรงดื่มรสธรรมประเสริฐสัจจะสี่ ประทับเหนือบัลลังก์ชัยไล่ไพรี คือมารร้ายใจอัปรีย์รพร้อมเสนา
พระทรงเป็นผู้นำทั้งสามโลก ทรงดับทุกข์คลายโศกคนทั่วหล้า นับแต่องค์ตัณหังกรเป็นต้นมา ยี่สิบแปดมหามุนียง
อันตัวข้า ฯ ขอเคารพสักการะ เหล่าพระสัมพุทธะผู้สูงส่ง อัญเชิญเทอญเชิญรับประทับทรง สถิตตรงกลางกระหม่อมน้อมบูชา
พุทธะสถิตเสถียรเหนือเศียรเกล้า พระธรรมเนาสองเนตรวิเศษหล้า อีกพระสงฆ์ทรงสรรพคุณา สถิตระหว่างกลางอุราป้องกันภัย
กลางหทัยเชิญพระอนุรุทธ สารีบุตรคู่แขนขวาอย่าสงสัย เบื้องหลังคือโกณฑัญญะประชับชัย โมคคัลลาน์สถิตในเบื้องแขนซ้าย
เชิญพุทธอนุชาอานนท์ สถิตบนหูขวาอย่ารู้หาย อีกองค์พระราหุลคุณกำจาย อัญเชิญให้สถิตอยู่คู่เคียงกัน
พระมหากัสสปะพระธุดงค์ มหานามเถระทรงศีลขันธ์ อัญเชิญให้ประดิษฐานทุกวารวัน โสตซ้ายให้มิ่งขวัญจำเริญนาน
ณ เบื้องหลังถัดไปแต่ปลายผม พระโสภิตมุนีสมสุรีย์ฉาน เชิญประทับนับนิรันดร์อนันต์กาล ดลบันดาลศรีสวัสดิ์พิพัฒน์ชัย
เชิญพระกุมารกัสสปะ ผู้เชี่ยวชาญวาทะทรงคุณใหญ่ สถิตโอษฐ์ของข้าอย่ามีภัย วาจาสิทธิ์ฤทธิไกรในธานิน
ปุณณะ,องคุลิมาล,นันทะ อุบาลีเถระผู้ทรงศีล มาสถิตหน้าผากข้าเป็นอาจิณ ใครยลยินเป็นเสน่ห์ทุกเวลา
พระมหาสาวกพระชินสีห์ แปดสิบมีศีลพิสุทธิ์ผุดผ่องหล้า เชิญสถิตในตัวทั่วกายา คุ้มครองข้าปลอดภัยไปชั่วกาล
รัตนสูตรกันภัยไว้เบื้องหน้า ข้างขวามีเมตตาสูตรประสาน ธชัคคสูตรอยู่เบื้องหลังระวังนาน อังคุลิมาลปริตรให้อยู่ซ้ายครัน
ขันธปริตร โมรปริตร อฏานาฏิยะปิดเพดานกั้น พระสูตรพระชินสีห์มีอนันต์ เป็นกำแพงเจ็ดชั้นลดหลั่นไป
ปกป้องภัยนานาบรรดามี เช่นโรคลมโรคดีบีฑาให้ ด้วยเดชะพระชินบัญชรชัย ขอโพยภัยจงสลายมลายพลัน
ข้าฯผู้เป็นสาวกพระสัมพุทธ บำเพ็ญกิจบริสุทธิ์ด้วยใจมั่น ภายในกรงทองของภควันต์ ในแผ่นพื้นใต้สวรรค์วิมานแมน
ขอพระมหาบุรุษผู้ประเสริฐ พระผู้เลิศวิมุติพิสุทธิ์แสน ทั้งหลายทั้งสิ้นทั่วดินแดน ปกพื้นแผ่นปกหล้าที่ข้าฯเนา
พุทธมนต์ชินบัญชรกลอนเสนาะ ข้าฯได้สวดเสียงไพเราะทุกค่ำเช้า มนต์ขลังคงความขลังไว้อย่าได้เพลา ขอเทพไท้อย่าดูเบาจงคุ้มครอง
ขออำนาจพระสัมมาสัมพุทธะ ขอให้ข้าฯจงชำนะความขัดข้อง ด้วยอำนาจพระธรรมอันเรืองรอง อย่าได้พ้องพานหมู่ศัตรูมาร
ด้วยอำนาจองค์พระอริยสงฆ์ ขอข้าจงเป็นสุขทุกสถาน อันตรายใดใดไม่แผ้วพาน พระสัทธรรมอภิบาล - ชินบัญชร
(ต้นฉบับจาก อ.เสฐียรพงษ์ )
14. จงมองด้วย "ตา" แล้วปล่อยให้ "ปัญญา" เป็นผู้วินิจฉัย
(เรื่องดีมีประโยชน์....ต้องแบ่งกันอ่าน)
วันหนึ่ง ขงจื๊อ เมธีจีน พร้อมศิษยานุศิษย์เดินทางรอนแรมลี้ภัยการเมืองอยู่กลางป่า พอได้เวลาอาหาร ลูกศิษย์เตรียมตักข้าวใส่จานพร้อมสำรับอาหาร
ขณะกำลังตักข้าวอยู่ห่างๆนั้น ท่านขงจื๊อ สังเกตเห็นว่าลูกศิษย์หยิบข้าวจากจานของท่านขึ้นมาใส่ปากเคี้ยว ท่านจึงสอนและชี้ให้เห็นว่า การหยิบอาหารจากสำรับของครูบาอาจารย์มารับประทานก่อนได้รับอนุญาตนั้น แสดงถึงความ ?อนารยะ? ที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง
ลูกศิษย์จึงขอโอกาสชี้แจง ?อาจารย์ครับที่กระผมหยิบข้าวจากจานของอาจารย์ขึ้นมารับประทานก่อน หาใช่กระทำไปด้วยความเขลาหรือขาดคารวะก็หาไม่ แต่ที่เป็นเช่นนั้น เพราะในจานข้าวของอาจารย์มีผงถ่านสีดำปนเปื้อนข้าวอยู่ ครั้นจะยกมาให้อาจารย์เลยก็เกรงว่าคงไม่เหมาะ จะหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นทิ้ง ก็เสียดาย เพราะข้าวหายากและจำเป็นมากสำหรับการอยู่รอดในยามวิกฤติ กระผมก็เลยหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นขึ้นมารับประทานเสียเองขอรับ?
แววตาที่ฉายแววดุของผู้เป็นอาจารย์ ค่อยๆทอประกายอ่อนโยนด้วยเมตตา ก่อนเอ่ยวาจาขอโทษผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ถือตัว
บ่อยครั้งที่เรามักตัดสินอะไรผิดพลาดอย่างง่ายดายจนเสียทั้งคนเสียทั้งงาน และบางทีก็เสียผู้เสียคน เสียเกียรติภูมิที่สู้สั่งสมมาทั้งชีวิตในชั่วพริบตา เพียงเพราะเราเชื่อในสิ่งที่สายตารายงาน ขณะที่บางด้านของความจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง สามีทะเลาะกับภรรยา พ่อแม่ทะเลาะกับลูก นายเข้าใจผิดลูกน้อง เพื่อนแตกจากเพื่อน คนรักหันหลังให้กันทั้งที่ต่างฝ่ายก็แสนดี เพียงเพราะต่างก็เชื่อใน ?สิ่งที่ตาเห็น? แต่ละเลยการ?เมียงมอง? อย่างพินิจแยบคายโดยใช้ ?ปัญญาจักษุ? อันสุขุม
เราจึงติดอยู่ใน ?ภาพลวงตา? อันเป็นมายาคติ พลอยทำให้หลงลืม ?ความจริง? ที่เป็นจริงอีกด้าน หนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย
จงมองด้วย ?ตา? แล้วปล่อยให้ ?ปัญญา? เป็นผู้วินิจฉัย
สิ่งที่ตาเห็นกับสิ่งที่ปัญญาประจักษ์ ไม่แน่ว่าจะสอดคล้องกันเสมอไป
จงใช้"ตานอก"สำหรับดู แล้วจงใช้ "ตาใน"สำหรับการเห็น
![]()